ซิกน่าประกันภัย เผยผลสำรวจ สุขภาพและความเป็นอยู่ 360 ํ ของคนไทย

0
50

           บมจ.ซิกน่า ประกันภัย บริษัทในเครือของ ซิกน่า บริษัทประกันสุขภาพ สหรัฐอเมริกา เปิดเผยถึงผลการสำรวจจาก 11 ประเทศทั่วโลก ด้วย แบบสำรวจคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่แบบ 360° ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สาม โดยในปีนี้พบว่า คนไทยในปัจจุบันประสบภับภาวะ “Life ไม่ Balance” และกำลังเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งในปีที่ผ่านมาพบว่า 75% ของคนไทยยังไม่มีเงินเพียงพอสำหรับใช้ในยามเกษียณ เนื่องจากขาดการเตรียมพร้อมด้านการเงินที่ดีพอ เพราะคิดว่า“ตนเองยังไม่แก่”ทำให้หลายคนตกสู่ “กับดักอายุ” ในปีนี้คนไทยก็ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินของตนเองเช่นเดียวกัน โดยมีคนไทยถึง 40% คาดว่าเมื่อเกษียณแล้วจะต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยเงินเก็บของตนเอง 29% คิดจะพึ่งพาสวัสดิการจากภาครัฐในการดูแลและจ่ายค่ารักษาพยาบาล และมีคนไทยเพียง 23% เท่านั้นที่บอกว่ามีความคุ้มครองที่เพียงพอจากแผนประกันสุขภาพส่วนบุคคลที่ทำไว้

            แบบสำรวจยังพบอีกว่า คนไทยถึง 91% กล่าวว่าตนเองอยู่ในภาวะเครียด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 86% โดยจากทุกช่วงอายุ กลุ่มมิลเลนเนียล (อายุ 18 – 35 ปี) เป็นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องสมดุลของการทำงานและชีวิตส่วนตัว(Work-life balance) รวมถึงมีความกังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงานมากที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 35 – 49 ปี และ กลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปกังวลมากที่สุดคือ เรื่องการเงิน ถึง43% และเรื่องการงาน 35%

            อย่างไรก็ตามยังมีคนในกลุ่มนี้อีก 81% กล่าวว่าแม้จะเครียดแต่ตนก็สามารถจัดการกับปัญหาความเครียดเหล่านั้นได้โดยใช้วิธีการพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว การออกกำลังกาย และการนอนหลับพักผ่อน และยังพบว่าแม้กลุ่มวัยทำงานจะเป็นกลุ่มที่เปิดรับการรักษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตมากกว่ากลุ่มอายุอื่น แต่มีคนไทยเพียง 13% เท่านั้นที่เข้าพบบุคลากรด้านสุขภาพจิต เช่น นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาความเครียดของตนเอง โดยนอกจากสาเหตุด้านค่าใช้จ่ายที่สูงแล้ว ยังเกี่ยวกับความรู้สึกอับอายที่จะบอกให้ผู้อื่นรับรู้ว่าตนเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาอีกด้วย

            นอกจากนี้ยังพบว่า นายจ้างในประเทศไทยจำนวนถึง 63% ให้ความสำคัญกับการจัดการความเครียดของพนักงาน แต่มีหนุ่มสาวออฟฟิศเพียง 30% เท่านั้นที่กล่าวว่าที่ทำงานของตนมีการให้ความช่วยเหลือในการจัดการความเครียดอย่างเพียงพอ ในขณะที่อีก 37% กล่าวว่านายจ้างไม่มีการช่วยเหลือใดๆเกี่ยวกับการจัดการความเครียดเลยนอกจากนั้นผลสำรวจฯยังเผยอีกว่า โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงาน(Workplace Wellness program) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจัดการความเครียดให้กับพนักงานได้โดยบริษัทที่มีโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงานจะมีจำนวนพนักงานที่รู้สึกว่าตนไม่สามารถจัดการความเครียดได้เองน้อยกว่าบริษัทที่ไม่มีโปรแกรมฯดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

             สิ่งที่พนักงานต้องการให้นายจ้างจัดหาให้มากที่สุด 3 อันดับแรก คือความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากโรคมะเร็ง ความคุ้มครองสุขภาพดวงตาและสายตา และการจัดให้มีโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงาน ข้อค้นพบที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือมนุษย์ออฟฟิศถึง 82% บอกว่า การมีโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในที่ทำงาน เช่น มีการจัดตั้งชมรมกีฬาให้พนักงานเข้าร่วม การจัดคอร์สโยคะ หรือ การขยายความคุ้มครองของประกันสุขภาพกลุ่มให้กับสมาชิกในครอบครัว เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกองค์กรที่จะทำงานด้วย

             อีกทั้งยังพบว่า คนวัยทำงานมีภาวะ “Presenteeism” หรือ การที่ต้องมาทำงานแม้จะเจ็บป่วยหรือมีสภาวะร่างกายหรือสภาพจิตใจที่ยังไม่พร้อม ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของงาน (Job security) จำนวนงานที่มากเกินไป (Overloaded work) วัฒนธรรมองค์กร (Work culture) ที่อาจกดดันให้พนักงานต้องแสดงตนในที่ทำงานเพื่อแสดงความทุ่มเท หรือแม้แต่การไม่ยอมรับความจริงของตัวพนักงานเอง (Denial) ที่ทำให้ฝืนร่างกายตนเองเข้ามาทำงาน โดยจากผลสำรวจฯ พบว่า คนไทยถึง 9 ใน 10 หรือราว 89% กล่าวว่า ตนจะเข้ามาทำงานแม้จะเจ็บป่วยซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 67%โดยการมาทำงานแม้จะเจ็บป่วยหรือมีสภาวะร่างกายหรือสภาพจิตใจที่ไม่พร้อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity)โดยทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงจาก 100% เหลือเพียง 74% เท่านั้น

            อนึ่ง การสำรวจคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่แบบ 360° ของซิกน่า เป็นการทำอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ โดยได้สำรวจและติดตามทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของตนเองในห้าด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านสังคม ด้านครอบครัว ด้านการเงิน และด้านการทำงาน ใน 23 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ซิกน่าจะนำข้อมูลและผลที่ได้จากการสำรวจไปใช้ในการวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทยให้ดียิ่งขึ้นเพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีความเป็นอยู่และความมั่นคงในชีวิตที่ดีขึ้นในทุกช่วงเวลาของชีวิตต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here