“เคลมดิ” เปิดใจ- เปิดบ้านโชว์ระบบบริการเคลมประกันรถยนต์

0
18
กิตตินันน์ อนุพันธ์

 

ในวงการประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย ไม่มีใครไม่รู้จัก “เคลมดิ” เป็นทั้งผู้ให้บริการ เป็นทั้ง แอพพลิเคชั่นที่บริการด้านการเคลมประกันภัยรถยนต์ ให้กับบริษัทประกันวินาศภัยเกือบทุกบริษัทในประเทศไทย หรือคิดเป็นสัดส่วนงานเคลมรถยนต์ทั่วประเทศกว่า 50%   ณ วันนี้มีศูนย์ให้บริการทั่วประเทศ ภายใต้การบริหารงานของ  กิตตินันท์ อนุพันธ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอนนี่แวร์ ทู โก จำกัดและผู้ก่อตั้งของเคลมดิ (ClaimDi)  ซึ่งทีมงาน นิตยสารไทยแลนด์อินชัวรันส์ ได้มีโอกาส ไปเยี่ยมเยือน ในโอกาสที่ เคลมดิ จัดงาน “ Claim Di Open House”  ย่านดินแดง เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา

“เคลมดิ”ถือว่าเป็น Mobile Application แรกในโลกที่ช่วยให้คนขับรถ สามารถทำเคลมประกันภัยได้ โดยไม่ต้องนั่งรอ นอนรอพนักเคลมประกันอีกต่อไป ซึ่งผู้ขับรถยนต์ทุกท่านสามารถติดตั้ง “เคลมดิ” ลงใน Smart Phone และบันทึกข้อมูลรถยนต์ของตนเองเก็บไว้ โดยอ้างอิงว่ามีกรมธรรม์ประกันภัยกับบริษัทประกันภัยในประเทศไทย เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องการขอความช่วยเหลือ หรือต้องการทำเคลมประเภทต่างๆเช่น เคลมสด เคลมแห้ง ตรวจสอบสภาพรถยนต์ และการเรียกพนักงานสำรวจภัยได้ด้วยตนเองง่ายๆ

กิตตินันท์   เล่าให้ฟังว่า  อยากให้การทำเคลมประกันภัยรถยนต์เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก  จึงพยายามพัฒนาระบบการบริการงานเคลมผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยปี 2561 ในปี 2019 นี้คาดว่าจะมีส่วนแบ่งงานเคลมประกันภัยรถยนต์ทั้งระบบที่ 5.46% และในปี 2020 จะได้ส่วนแบ่งถึง 15.29% ของจำนวนการเคลมประกันภัยรถยนต์ทั้งประเทศ ทำให้ยอดรายได้ในปีนี้ของเคลมดิจะสูงถึง 8 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่ทำได้เพียง 3.50 ล้านเหรียญฯ

เคลมดิได้สร้างงานบริการด้วยระบบดิจิตอลในแบบเครือข่าย ตั้งแต่การขยาย claim di biker หรือพนักงานเคลมประกันไปสูงถึง 9,000 คันทั่วประเทศ สามารถเพิ่มยอดผู้ใช้งานแอพพลิเคชันได้สูงถึง 1.5 ล้านดาวน์โหลด โดยมีผู้ใช้งานที่ต่อเนื่องถึง 6 แสนราย ขณะเดียวกันภายในปีนี้จะทำการขยายระบบคอลเซ็นเตอร์ถึง 100 ที่นั่งโดยที่ให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมีระบบ data processing ในการประมวลผลระบบประกันภัยมากถึง 60 ที่นั่งเพื่อรองรับงานมากกว่า 80,000 งานต่อเดือน

ปัจจุบันงานเคลมประกันรถยนต์ทั่วประเทศจะมีประมาณ 1  ล้านงานต่อเดือน  ในช่วงที่ผ่านมาเคลมดิ สามารถให้บริการ  15,000 งานต่อเดือน จากบริษัทประกันภัยจำนวน  50 แห่ง ด้วยระบบดิจิตอล และทำให้การดำเนินการทุกกระบวนการจบได้ในที่เดียว โดยที่มีทีมสำรวจประกันภัยรองรับทั่วประเทศ ส่งผลให้ยอดรายได้ของเคลมดิเติบโตถึง 20% และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในขณะนี้เคลมดิได้เข้าดูแล งานด้านการเคลมประกันรถยนต์ ด้วยระบบดิจิตอลรองรับบริษัทประกันภัย ได้อย่างทั่วถึง และสามารถให้บริการที่รวดเร็วภายใต้ โครงการ Butterfly Effect เป็นโครงการ ที่จะทำให้การปฏิเสธงานของเคลมดิเป็น 0% นั่นคือ สามารถรองรับคำร้องการเคลมประกันได้ในทุกรูปแบบ และสามารถขยายการบริการได้มากขึ้นในทุกๆ ปี และด้วยระบบของเคลมดิในปัจจุบันสามารถประหยัดเวลาให้ธุรกิจประกันถึง 80% ลดต้นทุนจากเดิมถึง 90% ที่สำคัญลดปัญหาทุจริตได้ถึง 100%

กิตตินันท์  เล่าต่อว่า ด้วยธุรกิจประกันภัยกำลังปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ในเร็วๆนี้ ทางเคลมดิ ได้เตรียมความพร้อมปรับเข้าสู่ระบบ UBI หรือ Usage Base Insurance ที่กำลังเข้าสู่ยุคที่รถยนต์จะกลายเป็นเหมือนโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่ง นอกจากรถยนต์สามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง มีระบบการบริหารการแบ่งปันในรูปแบบต่างๆ  ดังนั้นเราต้องมีการพัฒนาและเตรียมความพร้อม รับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

นอกจากนั้นยังมีการเตรียมรองรับการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อความปลอดภัยในระบบงานประกันภัยด้วยเทคโนโลยี Blockchain ที่ทำให้ธุรกรรมในการประกันไม่จำเป็นต้องมารวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง แต่ข้อมูลสามารถเก็บไว้ที่ผู้ทำประกันและการเชื่อมต่อกับหน่วยอื่นๆ สามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดแนวคิดใหม่ของการทำประกันเกิดขึ้นจำนวนมาก รวมถึงระบบ IOT หรือ Internet Of Things ที่รถยนต์จะกลายเป็นเครื่องส่งสัญญาณ ทั้งหมดนี้ทางเคลมดิกำลังอยู่ระหว่างการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ออกมารองรับธุรกิจประกันภัยรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าภายในปีหน้าเคลมดิจะสามารถทดสอบระบบเหล่านี้ก่อนที่จะออกสู่ตลาดจริงในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายงานไปยังต่างประเทศครั้งใหญ่อีกครั้งหลังจากที่ได้สร้างฐานการทำประกันภัยด้วยระบบดิจิทัลที่ประเทศไนจีเรีย และสิงคโปร์ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้เคลมดิเตรียมจับมือกับพันธมิตรเพื่อรุกตลาดในประเทศมาเลเซีย ไต้หวัน และจีน ในลักษณะการตั้งบริษัทร่วมทุนเข้าวางระบบเคลมประกันภัยในธุรกิจประกันรถยนต์รายใหญ่ของประเทศเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เคลมดิมีการขยายฐานผู้ใช้ และยอดการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

หลังจากที่ได้พูดคุยกันจนอิ่มหนำ แล้วเจ้าของบ้านได้พาคณะสื่อมวลชน เยี่ยมชมห้องทำงานในส่วนต่างๆ แต่ที่ดูจะสะดุดตา คือ โมเดลของ เหล่านักซุปเปอร์ฮีโร่  ไม่ว่าจะเป็น อุลตร้าแมน ไอรอนแมมน  ซุปเปอร์แมน และอีกมากมาย วางอยู่ในจุดต่างๆ เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ เหล่านี้ คงจะเป็นแรงบันดาลใจให้ กิตตินันท์ คิดกาลใหญ่ได้ตลอดเวลานั่นเอง สุดท้ายของการเยี่ยมชมบ้าน “เคลมดิ”ด้วยการรับประทานอาหาร อย่างชาวเคลมดิ อาหารถาดหลุม อันนี้พิเศษ และประทับใจมาก ง่ายๆ แต่อร่อยล้ำ เจ้าของบ้านบอกว่า เป็นสวัสดิการให้กับพนักงานในทุกวันอีกด้วย

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here