TLAA เผยธุรกิจประกันชีวิตครึ่งปีแรกเบี้ยประกันชีวิตรับรวมติดลบ 6 % ลุ้นตีตื้นครึ่งปีหลัง

0
596

         นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า 6 เดือนแรกปี 2562 (มกราคม – มิถุนายน) ธุรกิจประกันชีวิตผลิตเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 295,612.96 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตลดลง 6% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปี 2561 แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ 84,001.56 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง 8% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป 211,611.40 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง 5% ซึ่งมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ประกันชีวิต 78%

         เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ ประกอบด้วย เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 48,699.04 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.43% เบี้ยประกันภัยรับชำระครั้งเดียว 35,302.52 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลง 20% ซึ่งจำแนกตามช่องทางการขาย ดังนี้ อันดับ 1 การขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต 143,810.66 ล้านบาท หรือ มีสัดส่วน 48.65% มีเติบโตเพิ่มขึ้น 2.84% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา อันดับ 2 ช่องทางการขายผ่านธนาคาร มีสัดส่วน 43.41% จำนวนเบี้ย 128,321.78 ล้านบาท เติบโตลดลง 15.88% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา อันดับ 3 ช่งทางการขายอื่นๆ 16,131.74 ล้านบาท มีสัดส่วน 5.46% เติบโตเพิ่มขึ้น 7.13%  อันดับ 4    การขายผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง 7,348.97 ล้านบาท สัดส่วน 2.49% หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 4.21%

          สำหรับช่องทางการจำหน่ายที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง คือ การขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต และช่องทางการจำหน่ายอื่นๆ ที่หลากหลายขึ้น โดยช่องทางที่มีแนวโน้มสดใสคือ ช่องทางดิจิทัลหรือช่องทางอินเตอร์เน็ต เนื่องจากเป็นช่องทางที่สามารถตอบโจทย์ให้กับลูกค้าที่ใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี

          สถานการณ์ของธุรกิจประกันชีวิตในครึ่งปีแรกค่อนข้างได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวตามภาวะตลาดโลก อันเป็นผลมาจากการส่งออกที่ลดลงเนื่องจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา รวมทั้งและจากปัจจัยแวดล้อมของธุรกิจเอง เช่น การกำกับจากหน่วยงานภาครัฐผ่านประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการออก การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยของบริษัทประกันชีวิตและปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต และธนาคาร พ.ศ. 2561 (Market Conduct) ที่ส่งผลให้ยอดขายผ่านช่องทางธนาคารลดลง  ภาวะความกดดันจากเรื่องมาตรฐานรายงานทางบัญชีและการเงิน IFRS 9, IFRS 17  การดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (Risk Based Capital : RBC2) และการเผชิญกับอัตราความเสียหายจากคนกลางและการฉ้อฉลประกันภัย (Fraud & Abuse) สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นสาเหตุให้อัตราการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในครึ่งปีแรกไม่เติบโตเท่าที่ควร

          ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้คาดการณ์ถึงธุรกิจประกันชีวิตไทยในครึ่งปีหลัง 2562 ว่า อัตราการเติบโตจะมีการชะลอตัวต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก โดยคาดว่าหลายบริษัทจะมีการนำเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบชำระครั้งเดียวด้วยความระมัดระวังจึงทำให้อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียวชะลอตัวอย่างชัดเจน รวมทั้งเบี้ยประกันภัยต่ออายุก็มีอัตราการเติบโตชะลอตัวเช่นเดียวกัน และมีอัตราความคงอยู่ที่ไม่สูงมากนัก เนื่องจากมีกรมธรรม์ที่ชำระเบี้ยประกันภัยครบกำหนดแล้วหากแต่ยังมีผลความคุ้มครองอยู่ (Paid up) เป็นจำนวนมาก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ที่ประกอบด้วย เบี้ยประกันภัยรับปีแรก และเบี้ยประกันภัยรับชำระครั้งเดียว มีอัตราการเติบโตชะลอตัวตาม ส่วนแนวโน้มผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับความนิยมจะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทความคุ้มครองเป็นหลัก เช่น ประกันสุขภาพ หรือแบบประกันควบการลงทุน

            อย่างไรก็ตามแม้ว่าภาคธุรกิจจะเผชิญกับความท้าทายจากหลากหลายปัจจัย หากแต่คาดการณ์ว่าธุรกิจประกันชีวิตยังคงมีเบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโตเทียบเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจไทย ในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดประมาณการจีดีพีในปี 2562 ลงที่ 3.3- 3.8% จากเดิมเคยคาดการณ์ไว้ว่าเติบโต 3.5 – 4.5% แต่ถึงอย่างไรสภาวะเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังก็มีแนวโน้มปรับตัวดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะผลักดันนโยบายให้สอดคล้องกับที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยหาเสียงไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้ง อาทิ นโยบายประชารัฐ ประกันรายได้พืชผลเกษตร รวมถึงนโยบายเร่งด่วนเพื่อเยียวยาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย ประกอบกับประเทศไทยในปัจจุบันมีอัตราการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตอยู่เพียงร้อยละ 39 เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าตลาดประกันชีวิตในประเทศไทยยังสามารถเติบโตได้อีกมาก

           นอกจากนี้  ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐที่มีนโยบายกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการมีความคุ้มครองและการวางแผนการเงินเพื่อรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ประชาชนส่วนใหญ่ก็เริ่มตระหนักถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่มีการปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ประกอบกับทุกคนอยากได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีและสะดวกรวดเร็ว ความต้องการเหล่านี้กระตุ้นให้คนจำนวนมากเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับประกันสุขภาพมากขึ้น รวมถึงมาตรการทางภาษีจากภาครัฐที่ส่งเสริมให้ผู้เอาประกันภัยสามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคลได้ พร้อมกับมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนอื่นๆ จากหน่วยงานที่กำกับดูแล เช่น การผ่อนคลายกฎระเบียบเรื่องการลงทุน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากหน่วยภาคธุรกิจ อาทิ การปรับเปลี่ยนนโยบายการบริหารการขายของแต่ละบริษัทประกันชีวิตให้มีความเหมาะสมกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายต่อเนื่องและเหมาะสมกับบุคคลในแต่ละช่วงวัย  ตลอดจนการพัฒนาการให้บริการที่มุ่งเน้นสู่ความเป็นเลิศในทุกๆ ด้านด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสนับสนุนการดำเนินงาน รวมถึงการพัฒนาและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้มากขึ้นครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย การส่งเสริมและสนับสนุนให้ความรู้ด้านการประกันชีวิตแก่ประชาชนทุกกลุ่ม ผ่านช่องทางการสื่อสารในรูปแบบที่หลากหลาย โดยเฉพาะการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ที่เข้าถึงประชาชนได้สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจก้าวไปถึงเป้าหมายตามที่ได้กำหนดไว้ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่