การประกันภัยคืออะไร และมีกี่ประเภท ?

0
103

Insurance Knowledge โดย ประสิทธิ์ คำเกิด  ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

               สวัสดีครับทุกท่าน พบกับ Insurance Knowledge กันเช่นเคยครับ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องของการประกันภัย ให้กับทุกท่าน

              จากครั้งที่แล้วผมได้อธิบายถึงความหมายของการประกันภัยว่า “การประกันภัย เป็นการเฉลี่ยความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลอื่น โดยมีผู้รับประกันภัยทำหน้าที่กระจายความเสี่ยงภัยระหว่างผู้เอาประกันภัยทั้งหมด ด้วยการให้ผู้เอาประกันภัยจ่ายเงินจำนวนเล็กน้อย ซึ่งเรียกว่า ‘เบี้ยประกันภัย’ ให้ผู้รับประกันภัยเก็บรวบรวมไว้เป็นเงินกองกลาง เมื่อมีผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เอาประกันภัยผู้รับประกันภัยก็จะนำเงินกองกลางนั้นไปชดใช้ให้ตามจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้” หรือหากจะพูดง่ายๆ การประกันภัยภัยก็คือหลักประกันอย่างหนึ่งที่เรามีไว้เพื่อความคุ้มครองความเสียต่อชีวิต หรือ ทรัพย์สินในอนาคต หรือหากจะให้มีความหมายในเชิงมหภาค ก็มองได้ว่าการปรันภัยนั้นคือหลักประกันเพื่อความมั่นคงของสังคม อย่างหนึ่งนั่นเอง

            เน้นย้ำนะครับว่า เวลาเราพูดคำว่า การประกันภัย นั้นจะหมายถึง การประกันชีวิต และ การประกันวินาศภัย เสมอนะครับโดยการประกันชีวิต ก็จะมี พ.ร.บ.ประกันชีวิต ซึ่งมีแบบของการประกันชีวิตหลัก 4 แบบ ส่วนการประกันวินาศภัยก็จะมี พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย ซึ่งก็จะมีแบบของการประกันวินาศภัยหลัก 4 แบบดังภาพที่แสดง  เรามาทำความเข้าใจในเรื่องของการประกันชีวิตกันก่อนนะครับ

           การประกันชีวิต หมายถึง หลักประกันที่ให้การคุ้มครองกรณีการเสียชีวิตของบุคคล และถือว่าเป็นการออมเงินอย่างหนึ่ง มีระยะเวลาในการชำระเบี้ยประกันชีวิตที่มีระยะยาวตั้งแต่ ๕ ปี ขึ้น เป็นการประกันภัยที่อาศัยความทรงชีพ หรือการมรณะของผู้เอาประกันภัยเป็นข้อกำหนดถึงการชดใช้เงินเอาประกันภัยตามที่ตกลงไว้ โดยแบ่งออกเป็น ๔ แบบหลักได้แก่.

               ๑.แบบตลอดชีพ : หมายถึงแบบที่ให้การคุ้มครองผู้เอาประกันภัยชีวิตตลอดจนถึงอายุ ๙๙ ปี แบบนี้จะมีเงินเอาประกันภัยคืนให้เมื่อผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่ถึงอายุ ๙๙ ปี ก็เรียกกันว่าออมเงินระยะยาวสุดเลยทีเดียว สมัยก่อนนี่ผู้เอาประกันภัยต้องชำระเบี้ยกันยาวนานมากทีเดียวเป็นหลายสิบปี ปัจจุบันนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนระยะเวลาลงมาบ้างแล้ว เช่นมีการกำหนดการชำระเบี้ยในช่วงเวลาที่สั้นลงเป็น ๑๐ ปี ๑๕ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี หรือออาจมากกว่า ๓๐ ปี ก็แล้วแต่จำนวนเงินเอาประกัน และ ค่าเบี้ยประกันชีวิตที่ลูกค้าต้องจ่ายในแต่ละปี ซึ่งแบบนี้เมื่อมีการชำระเบี้ยครบตามที่กำหนดแล้วจะยังไม่ได้รับเงินเอาประกันภัยนะครับ ผู้เอาประกันภัยต้องรอไปจนถึงอายุ ๙๙ ปี แล้วจึงจะได้รับเงินเอาประกันชีวิตตามที่ตกลงไว้ หรือ หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตก่อนถึงอายุ ๙๙ ปี ผู้รับผลประโยชน์ก็จะได้รับเงินเอาประกันชีวิตนั้น

               ๒.แบบเฉพาะกาล : หมายถึง แบบที่มีการให้ความคุ้มครองผู้เอาประกันชีวิตที่มีการกำหนดระยะเวลาในการจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต และ ความคุ้มครอง เช่น จ่ายเบี้ยประกันชีวิต ๕ ปี คุ้มครอง ๗ ปี หรือ จ่ายเบี้ยประกันชีวิต ๑๐ ปี คุ้มครอง ๑๕ ปี เป็นต้น ซึ่งแบบนี้จะไม่มีเงินคืนให้หากผู้เอาประกันชีวิตไม่ได้เสียชีวิตภายในระยะเวลาที่ให้การคุ้มครอง แต่หากผู้เอาประกันชีวิตเสียชีวิตลงในช่วงระยะเวลาที่ให้การคุ้มครองหรือระหว่างการส่งเงินค่าเบี้ยประกันชีวิต ผู้รับผลประโยชน์ก็จะได้รับเงินเอาประกันชีวิตตามที่ตกลงไว้

ตัวอย่างเช่น นาย สมชาย ทำประกันชีวิตแบบเฉพาะกาล ๕/๗ ซึ่งเป็นแบบที่คุณสมชายต้อง ชำระเบี้ย ๕ ปี กรมธรรม์ให้การคุ้มครอง ๗ ปี เมื่อคุณสมชายตกลงทำสัญญา คุณสมชายก็ต้องเริ่มชำระเบี้ย ตั้งแต่ปีแรก และต้องชำระเบี้ยต่อเนื่องในปีต่อๆ ไปจนครบ ๕ ปี หลังจากนั้นก็ไม่ต้องชำระเบี้ยประกันชีวิตอีกแต่ความคุ้มครองนั้นจะคุ้มครองคุณสมชายต่อไปอีก ๒ ปี หากคุณสมชายมีชีวิตรอดปลอดภัยอยู่ก็จะไม่ได้รับเงินเอาประกันชีวิตนั้น แต่หากในระหว่างที่คุณสมชาย ส่งเบี้ยประกันชีวิตมาได้ ๓ ปี (ต้องชำระเบี้ยเกินกว่า ๒ ปีกรมธรรม์จึงจะมีมูลค่า)แล้วเกิดเสียชีวิต ผู้รับผลประโยชน์ก็จะได้รับเงินเอาประกันชีวิตนั้น หรือ หากคุณสมชายมาเสียชีวิตเอาในปีที่ ๖ หรือ ปีที่ ๗ หลังส่งเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตครบแล้ว ผู้รับผลประโยชน์ก็จะได้รับเงินเอาประกันชีวิตตามที่กตกลงไว้เช่นกัน (เงินเอาประกันชีวิต หมายถึงจำนวนเงิน จำนวนหนึ่ง ที่บริษัทประกันชีวิตตกลงไว้หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลง บริษัทจะจ่ายเงินจำนวนนั้นให้กับผู้รับผลประโยชน์ที่ผู้เอาประกันภัยระบุเอาไว้ในสัญญา) แต่หาก คุณสมชาย ไปเสียชีวิตในปีที่ ๘ กรณีนี้จะถือว่าหมดอายุความความคุ้มครองไปแล้วก็จะไม่สามารถขอรับเงินเอาประกันชีวิตนั้นได้ ส่วนใหญ่การประกันภัยประเภทนี้ผู้เอาประกันภัยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตหรืออาจมีโรคร้ายแรง

               ๓.แบบสะสมทรัพย์: หมายถึง แบบที่มีการให้ความคุ้มครองผู้เอาประกันชีวิตที่มีการกำหนดระยะเวลาในการจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต และ ความคุ้มครอง เช่น จ่ายเบี้ยประกันชีวิต ๕ ปี คุ้มครอง ๗ ปี หรือ จ่ายเบี้ยประกันชีวิต ๑๐ ปี คุ้มครอง ๑๕ ปี เป็นต้น คล้ายแบบที่สองแตกต่างกันตรงที่ แบบนี้จะมีเงินคืนให้หากผู้เอาประกันชีวิตไม่ได้เสียชีวิตภายในระยะเวลาที่ให้การคุ้มครอง

ตัวอย่างเช่น  นาง สมหญิง ทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ๑๐/๒๐ ซึ่งเป็นแบบที่คุณสมหญิงต้อง ชำระเบี้ยประกันชีวิต ๑๐ ปี กรมธรรม์ให้การคุ้มครอง ๒๐ ปี ในทุก ๒ ปีที่มีการชำระเบี้ย จะมีเงินคืน ๒๐ เปอร์เซนต์ คุณสมหญิงตกลงทำประกันชีวิตด้วยเงินเอาประกันชีวิต จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทโดย ต้องชำระเบี้ยปีละ ๓๐,๐๐๐ บาททุกปีเป็นเวลา ๑๐ปี ทุก ๒ ปีจะมีเงินคืนให้ ๒๐ เปอร์เซนต์ของจำนวนเงินเอาประกันชีวิต เมื่อคุณสมหญิงตกลงทำสัญญา คุณสมหญิงก็ต้องเริ่มชำระเบี้ยตั้งแต่ปีแรก และเมื่อชำระเบี้ยปีที่สอง ทางบริษัทก็จะมีการจ่ายเงินคืนให้จำนวน ๑๐,๐๐๐บาท และชำระเบี้ยต่อเนื่องถึงปีที่ ๔ บริษัทก็จะจ่ายให้คุณสมหญิงอีก ๑๐,๐๐๐ บาทและ เมื่อครบปีที่ ๖, ๘ และ จนครบ ๑๐ ปี ซึ่งก็หมายความว่าคุณสมหญิงจะได้รับเงินคืนในระหว่างการส่งเบี้ยจนครบเป็นจำนวเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อครบปีที่ ๑๐ แล้วคุณสมหญิงไม่ต้องส่งค่าเบี้ยประกันชีวิตอีกแล้วนะครับกรมธรรม์จะให้การคุ้มครองคุณสมหญิงอีก ๑๐ ปี และแน่นอนครับคุณสมหญิงจะยังคงได้รับเงินคืนต่อไปอีกในปีที่ ๑๒, ๑๔, ๑๖, ๑๘, ๒๐ และแน่นอนเมื่อครบ ๒๐ ปีคุณสมศรียังคงมีชิวิตอยู่บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินเอาประกันภัยตามที่กตกลงไว้ให้โดยจะหักเงินส่วนที่ได้จ่ายคืนไปจำนวน ๑๐ ครั้งในระหว่างสัญญานั้นออก ซึ่งก็คือเงินจำนวนเอาปรันภัยจำนวน ๕๐๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ บาท (หักด้วยเงินคืนระหว่างสัญญาทักรอบสองปี จำนวน ๑๐ ครั้ง) จึงเท่ากับว่าเงินเอาประกันชีวิตที่คุณสมหญิงจะได้รับเมื่อครบสัญญาแล้วเป็นจำนวนเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท นั้นเอง แต่หากเคราะห์ร้ายคุณสมหญิงเสียชีวิตในปีที่ ๗ ในระหว่างสัญญา ก็จะได้รับเงินเอาประกันชีวิตรวมกับจำนวนเงินที่คืนทุกรอบสองปีนั้นรวมกันแล้วก็คือจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท นั้นเอง การประกันชีวิตในแบบนี้มีการทำกันมากกว่าแบบอื่นๆ เรียกว่าเป็นแบบที่นิยมทำกัน

             ๔.แบบมีเงินได้ประจำ : แบบนี้จะว่าไปก็เป็นอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจเป็นแบบที่คล้ายกับ บำเหน็จบำนาญ ของระบบข้าราชการ เป็นอีกแบบหนึ่งที่มีเงินเอาประกันภัยคืนให้กับผู้เอาประกันภัยหากยังมีชีวิตอยู่ การประกันชีวิตแบบนี้จะมีการกำหนดเวลาในการชำระเบี้ยประกันชีวิตและการให้เงินเอาประกันคืนเมื่อผู้เอาประกันภัยมีอายุครบ ๖๐ ปี หรือเมื่อมีการเกษียณอายุแล้วนั่นเองครับ เหมาะสมหรับคนที่ทำงานกับเอกชน เพื่อเป็นการเก็บออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณอายุงานแล้ว นอกจากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่องค์กรมีให้กับพนักงานซึ่งจะทำให้ผู้เอาประกันภัยหรือพนักงานที่ถึงวัยเกษียณอายุแล้วจะมีเงินก้อนที่เรียกว่า บำเหน็จ จำนวนหนึ่งซึ่งก็คือเงินเอาประกันชีวิตที่บริษัทตกลงไว้ หรือ จะให้บริษัทประกันชีวิตจ่ายให้เป็นรายเดือนหรือที่เรียกว่ารายได้ประจำให้กับผู้เอาประกันภัยที่เกษียณอายุแล้วต่อไปอีกระยะหนึ่งตามที่ตกลงไว้

ตัวย่างเช่น นายสมนึก ทำประกันชีวิตแบบมีเงินได้ประจำไว้เมื่ออายุ ๓๗ ปี โดยมีเงินเอาประกันชีวิตไว้จำนวน ๒ ล้านบาท โดยนายสมนึกต้องชำระเบี้ยประกันชีวิตไปจนถึงอายุครบเกษียณ (๖๐ ปี)เป็นระยะเวลาจำนวน ๒๓ ปี เป็นเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตปีละ ๓๕,๐๐๐ บาท และไม่มีการรับเงินคืนระหว่างการชำระเบี้ย เมื่อครบสัญญาแล้วหากนายสมนึกไม่เสียชีวิตเมื่อครบ ๖๐ปี นายสมนึกสามารถเลือกรับเงินเอาประกันภัยได้สองแนวทางคือ ๑.ขอรับเงินเอาประกันจำนวน ๒ ล้านบาทในคราวเดียว(บำเหน็จ) หรือ ๒.ขอรับแบบให้มีรายได้ประจำเป็นรายเดือน ๆ ละ ๑๒,๐๐๐ บาท (บำนาญ) จนกว่าจะครบ จำนวนเงินที่เอาประกัน

           ทั้ง  ๔ แบบ นี้เป็นแบบหลักของการประกันชีวิต ซึ่งในแต่ละแบบก็จะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขที่แตกต่างกันก่อนที่จะตกลงทำสัญญาประกันชีวิตต้องสอบถามให้ชัดเจนก่อน จากบริษัทประกันชีวิตหรือตัวแทนนายหน้าผู้มีใบอนุญาตถูกต้องเสมอนะครับ ตัวอย่างที่ผมนำมาเสนอให้ทุกท่านนี้เป็นตัวอย่าง เป็นตัวเลขที่สมมุติขึ้นนะครับเพราะว่าเงินเอาประกันนั้นจะมีการคำนวนมาจากอัตราดอกเบี้ยที่จะมีการนำมาคำนวนประกอบกับข้อมูลของผู้เอาประกันภัย เช่น อาชีพ อายุ เพศ รายได้ ประวัติสุขภาพ และอื่นๆด้วย

            และนอกจากผู้เอาประกันชีวิตได้ทำประกันชีวิตแบบหนึ่งแบบใดจาก ๔ แบบหลักนี้แล้ว ผู้เอาประกันชีวิตสามารถทำสัญญาแนบท้ายสัญญาหลักเพิ่มเติมได้อีกสองอย่างคือ การประกันสุขภาพ กับ การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล เพิ่มเติมได้ ทั้งนี้เนื่องจากสัญญาหลักนั้นคุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิต หรือการไม่เสียชีวิตเท่านั้น การทำสัญญาเพิ่มเติมก็จะให้การคุ้มครองในสองส่วนนี้เพิ่มขึ้นจากการณีที่ต้องเสียชีวิตอย่างเดียวได้แก่

๑.การประกันสุขภาพ คือ การประกันที่ให้การคุ้มครอง การเจ็บไข้ได้ป่วย

๒.การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล คือการบาดเจ็บหรือการสูญเสียอวัยวะ การทุพพลภาพถาวร หรือการ

   เสียชีวิต อันเนื่องจากอุบัติเหตุ

การทำสัญญาแนบท้ายเพิ่มเติมนี้ ผู้เอาประกันชีวิตมีหน้าที่ที่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นจากแบบหลักนะครับ บางแบบบริษัทอาจให้ท่านชำระแบบปีต่อปี หรือบางบริษัทให้เป้นสัญญาพ่วงไปในสัญญาหลักเลยก็แล้วแต่นะครับ อยู่ทีท่านจะตัดสินใจ

การประกันภัยเป็นหลักประกันเพื่อความมั่นคงของครอบครัว และครอบครัวนั้นก็คือส่วนหนึ่งของสังคม หากเรามีหลักประกันที่ดีกับตัวเรา กับครอบครัวของเรา มันย่อมจะดีกว่า แทนที่เราจะไปรอขอความช่วยเหลือจากคนอื่น หรือ จากภาครัฐ ซึ่งเขาก็มีภาระที่ต้องดูแลของเขาอยู่ ระบบการประกันภัยของเอกชน เป็นหลักประกันที่ดีอย่างหนึ่งจริงไหมครับ?  …สวัสดีครับ

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here