ประกันภัยพืช ช่วยชาติตรงจุด

0
74

รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะปฏิรูปประเทศไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” หรือ Thailand 4.0 ซึ่งเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือเทคโนโลยี เพื่อนำพาไปสู่ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ข้างหน้า”  ให้เป็นประเทศที่มีความมั่งคงมั่งคั่งและยั่งยืน

อุตสาหกรรมประกันภัย ถูกวางให้เป็นภาคส่วนหนึ่ง ในการผลักดันให้นโยบายของรัฐบาล เดินไปสู่ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” โดยระบบประกันภัย จะเข้ามามีส่วนในการบริหารความเสี่ยงภัยให้กับชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนในทุกระดับชั้น ทั้งในส่วนของภาคประชาชน ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ให้มีความมั่นคง และยั่งยืน

ปัจจุบัน จะเห็นว่า ภาคธุรกิจประกันภัย มีโครงการเพื่อมวลชน โดยเฉพาะประชาชนในระดับฐานราก ของประเทศ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้มีประกันภัยเพื่อให้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงให้กับตนเองออกมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเห็น ประกันภัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ประภัยข้าวนาปี ประกันภัยสำหรับคนพิการ  ประกันภัยสำหรับบ้านอยู่อาศัยราคาประหยัด  เป็นต้น

เป้าหมายสำคัญของการนำระบบประกันภัย เข้ามามีส่วนช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศ อีกประการหนึ่งคือ เป็นเครื่องมือในการบริการความเสี่ยงของระบบเงินคลังของประเทศ เมื่อเกิดภัยต่างๆ โดยเฉพาะภัยที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนที่เป็นฐานรากของประเทศอันจะช่วยเครื่องมือในการเป็นลดภาระให้กับรัฐบาลได้อย่างมาก

ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม  การเติบโตของเศรษฐกิจ ย่อมถูกขับเคลื่อนด้วยสินค้าเกษตร  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้าว” ประเทศไทยนับเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ ที่ส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุด  ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก และคนส่วนใหญ่ของประเทศมีอาชีพปลูกข้าว

สูญเงินช่วยเหลือปลายเหตุปีละ 5,000 ล้านบาท

ในทุกๆ ปี เกษตรกรที่ปลูกข้าว หรือแม้กระทั้งพืชผลเกษตรอื่นๆ  มักจะสบปัญหาจากภัยธรรมชาติทุกปี ไม่มากก็น้อย และเมื่อเกิดเหตุ ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน  จึงจำเป็นที่รัฐบาล ต้องเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้เกษตรได้รับการบรรเทาความทุกข์ยาก ด้วยการให้เงินเยียวยา ภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นต้น นี่คือความเสี่ยง ในเรื่องของการช่วยเหลือเมื่อปลายเหตุที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการได้อย่างดีมาโดยตลอด

สถิติย้อนหลังจาก ปี 2548- 2557 การช่วยเหลือด้านพืช จะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ข้าว พืชสวน และพืชไร่ แต่ละปีจะมีวงเงินช่วยเหลือแตกต่างกันไป โดยเฉลี่ยรัฐบาลให้งบประมาณช่วยเหลือปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท พื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ มีประมาณ 8 ล้านไร่  โดยแยกเป็นข้าวประมาณ 70% ของพื้นที่ ประมาณ 5 ล้านไร่ เฉลี่ยช่วยเหลือปลายเหตุเฉลี่ยปีละ 5,000 ล้านบาท

ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อนบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน  รัฐบาล และหน่ายงานต่างๆ  พยายามที่จะมองหาเครื่องมือในการช่วยลดภาระ และลดความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำ

ประกันภัยพืชผลลดปัญหารัฐทุ่มเงินช่วยปลายเหตุ

ธุรกิจประกันภัย ได้ถูกนำเข้ามาเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัย นับตั้งแต่ปี 2554  เป็นต้นมาก ด้วยการออกกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปีเกิดขึ้นมา  โดยมี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. เป็นตัวกลาง ในการเชื่อมต่อ โครงการระหว่างเกษตรกรผู้เอาประกันภัย กับผู้รับประกันภัยภาคเอกชน เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการผลิต และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร นอกเหนือจากการช่วยเหลือจากภาครัฐ

คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2554 ครั้งแรก  โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงาน คปภ. และบริษัทประกันภัยร่วมกันรับประกันภัยโดยได้เริ่มดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2554 จนถึงปีการปัจจุบัน

รูป 1 จีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย

“กรมธรรม์ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และศัตรูพืชหรือโรคระบาด โดยจำนวนเงินความคุ้มครองสำหรับ 6 ภัยแรก จำนวน 1,260 บาทต่อไร่ และจำนวน 630 บาทต่อไร่สำหรับภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด อัตราค่าเบี้ยประกันภัย 90 บาทต่อไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษี) โดยรัฐบาลจะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย 54 บาทต่อไร่ และธ.ก.ส.จะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย 36 บาทต่อไร่ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เป็นลูกค้าสินเชื่อธ.ก.ส.เพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2560”

รูป 2  ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

“นโยบายของรัฐบาลเรื่องการประกันภัยข้าวนาปีในเชิงรุก โดยเร่งเตรียมมาตรการต่างๆเพื่อนำระบบประกันภัยไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนา สำหรับโครงการอบรมความรู้ประกันภัย (Training for the Trainers) ปี 2560 ได้เลือกจัดในจังหวัดที่ไม่ซ้ำกับปีก่อนจำนวน 9 จังหวัด ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดการทำประกันภัยข้าวนาปีให้มากยิ่งขึ้น โดยได้มีการจัดไปแล้ว 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น นครสวรรค์ สุโขทัย ฉะเชิงเทรา และจังหวัดเพชรบุรี เป็นจังหวัดที่ 5 ต่อจากนั้นก็จะจัดที่จังหวัดบุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด สกลนคร และ สงขลา ตามลำดับ  การอบรมความรู้ประกันภัย (Training for the Trainers) เพื่อให้ความรู้กับตัวแทนหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำองค์ความรู้ด้านประกันภัยไปถ่ายทอดกับเกษตรกรต่อไปนั้น ในปีนี้มีความเข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยคณะผู้บริหารของสำนักงาน คปภ.จะลงพื้นที่ตามหมู่บ้านของจังหวัดที่จัดโครงการอบรมฯก่อนวันจัดอบรมฯ 1 วัน เพื่อรับฟังสภาพปัญหาและข้อเสนอแนะจากเกษตรกรในพื้นที่”

รูป 3 อานนท์  วังวสุ ประธานสภาธุรกิจประกันภัย

  “ตอนนี้รัฐบาลเริ่มพูดถึง การประกันภัยพืชนิดอื่นๆ  อย่างที่บอกแล้ว ใครจะเป็นคนขับเคลื่อน ในส่วนของสมาคมประกันวินาศภัยไทยไม่มีปัญหา ถ้ารัฐบาลจะให้สนองนโยบายอะไรจากนาข้าว จะไปพืชอื่น อาจจะลำไย หรือพืชเศรษฐกิจอื่น เราพร้อมที่จะทำ”

อ่านต่อที่ นิตยสาร Thailand Insurance ฉบับที่ 179

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here