10 ปี คปภ.

0
85

          10 ปี คปภ. ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบทศวรรษของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ.ต่อไปนี้เป็นความเห็นบางส่วนถึงแนวนโยบายและการทำงานของคปภ.ในยุคปัจจุบัน

             กิตติ  ปิณฑวิรุจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายควบคุมการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และฝ่ายความสัมพันธ์ภาครัฐ บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน ) กล่าวว่า “ทิศทางของการเปิดเสรีนั้น แบ่งออกได้เป็น 3  ช่วงด้วยกันคือ  ช่วงแรก ช่วงของท่านพจนีย์ ธนวรานิช เป็นอธิบดีกรมการประกันภัย ซึ่งเป็นช่วงของการเตรียมความพร้อมของบริษัทประกันภัยภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งตอนนั้น ก็จะเกิดข้อโต้แย้งค่อนข้างมาก เพราะว่าบางบริษัท อย่างบริษัทที่เป็นต่างชาติ เขาอยากให้มีการเปิดเสรี แต่ตอนนั้น สำหรับบริษัทไทยหลายๆแห่งยังไม่พร้อม จึงบอกว่า หากมีการเปิดเสรีเมื่อไหร่ บริษัทไทยๆจะตายได้ เพราะยังไม่มีความพร้อมเลย เพราะฉะนั้น ฉบับแรก จึงเป็นการเตรียมความพร้อมของบริษัทภายในประเทศ

           พอฉบับที่สอง หรือช่วงที่สองนั้น จึงเป็นการพยายามที่จะยกระดับของบริษัทประกันภัยภายในประเทศให้เท่าเทียมกับมาตรฐานของสากล ซึ่งหลังจากได้มีการเตรียมพร้อมกันแล้ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ว่า ส่วนใหญ่จะบริษัทประกันชีวิตที่มีเจ้าของคนเดียว หรือกลุ่มเดียว ก็ให้แปลงมาเป็นบริษัทมหาชน แต่ตอนนั้น ก็ทำให้เกิดความเข้าใจกันผิดที่ว่า บริษัทมหาชนนั้น จะต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ นั่นหมายความว่า การเป็นบริษัทมหาชน จะเข้าตลาดก็ได้ หรือไม่เข้าตลาดก็ได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงอันแรก

           ส่วนการเปลี่ยนแปลงอันที่สอง ก็คือ การเพิ่มLicense จากตอนนั้น ที่มีเพียง 12 Licenseก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 24 Licenseคือเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าตัว จากนั้น ก็มาเป็นช่วงที่สาม คือ การเตรียมความพร้อมการเปิดเสรีที่แท้จริง ซึ่งก็คือ การขยายการถือหุ้นของคนต่างชาติ แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการเปรียบเทียบระหว่างอาเซียนด้วยกันทั้งหมดแล้ว จะพบว่า ประเทศไทยเปิดเสรีช้ามาก เพราะประเทศไทย ไปวิตกมากเกินไป ซึ่งพูดง่ายๆก็คือ รัฐพยายามประคบประหงมบริษัทประกันมากจนเกินไป ประกันจึงไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก

           สิ่งที่รัฐบาลไทย ควรจะมอง ก็คือ รัฐบาลควรจะมองที่ครอสบอร์ดเดอร์ อินชัวรันส์มากกว่า ซึ่งครอสบอร์ดเดอร์ อินชัวรันส์ ก็คือ เราตั้งอินชัวรันส์ในประเทศไทย แล้วก็เชิญชวนคนของเขาเข้ามาในประเทศไทย เพื่อเข้ามาซื้อประกันในประเทศไทย ประกันชีวิต เป็นเวิล์ดไวน์ ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเดินทางไปไหน ประเทศอะไร คุณก็สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของประเทศนั้นๆได้ เพียงแต่ค่าเงินแตกต่างกัน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่ที่แผนในการซื้อความคุ้มครองด้วย

              ตอนนี้นั้น สิ่งที่ผมห่วง คือห่วงในเรื่องของ Man Power ของเขา เพราะธุรกิจประกันนั้น เป็นธุรกิจที่ต่อเนื่องและยาวนาน แต่ขณะนี้ เด็กที่เข้ามาในธุรกิจประกันนั้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ๆนั้น อาจจะตามประวัติ และความลึกของเนื้อหาไม่ทัน แต่ถ้าเป็นคนที่จับมานานแล้ว เขาก็จะรู้ พอพูดถึงจุดๆนี้ เขาจะรู้ ว่าอันนี้ จะกระทบโน่น กระทบนี่ แต่ถ้าเด็กใหม่ จะแข็งในเรื่องทฤษฎี แต่พอลงลึกในภาคปฏิบัติแล้ว อาจจะลำบาก นี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมกำลังเป็นห่วงคือห่วงว่า คนรุ่นใหม่จะตามทันหรือไม่ เก็บข้อมูลได้หมดหรือไม่ ส่วนอีกเรื่อง ที่นอกเหนือจากกำลังพลแล้ว  ระบบของเทคโนโลยี คือระบบของเทคโนโลยีที่แอดวานซ์มากๆนั้น คปภ. จะต้องตามให้ทัน คือถ้า คปภ. ตามไม่ทัน แล้วกฎระเบียบตามไม่ทันแล้วนี่ เราจะล้าหลังทันที ซึ่งทุกวันนี้ คปภ. ก็ยังตามไม่ค่อยทันเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านเลขา คปภ. ท่านพยายามมาก และเน้นในด้านนี้มากๆด้วย

นุสรา (อัสสกุล)บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

“ตลอดระยะเวลาประมาณ 7 ปีที่ผ่านมา คปภ. ได้ทำอะไรไปเยอะมาก ตั้งแต่ คปภ.เป็นองค์กรอิสระขึ้นมา มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก มีประกาศกฎเกณฑ์หลายๆอย่าง ที่ออกมาเพื่อผลักดันให้ธุรกิจประกันชีวิตมีความโปร่งใส มี Good Governance ที่ดี เป็นตัว guideline  ให้แต่ละบริษัทลุกขึ้นมาทำ แม้จะมีบางบริษัทที่ทำหรือไม่ทำบ้าง แต่ถือว่าเป็นตัวกลางในการผลักดันภาคธุรกิจให้บริษัทมีความแข็งแกร่งโปร่งใส ง่ายๆอย่างเรื่องของกรรมการของบริษัท ต้องมีสัดส่วนผู้บริหารตามที่กฎหมายกำหนด มี Risk Committee รวมถึงการผลักดันให้บริษัทประกันชีวิต เป็นบริษัทมหาชน  เมื่อเป็นมหาชนแล้ว กฎหมายมหาชนก็จะออกมา เพื่อให้บริษัทประกันชีวิตต้องทำตาม ต้องยอมรับว่าธุรกิจประกันชีวิตเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณชนเยอะ เพราะว่าเป็นธุรกิจที่ขายประกัน มีการขายประกันประเภทออมทรัพย์ คนจำนวนมากเอาเงินมาซื้อประกันประเภทออมทรัพย์ ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาว 10 20 30 ปี  หรือตลอดชีวิตด้วยซ้ำ ดังนั้น การกำกับดูแลเพื่อให้ธุรกิจประกันชีวิตมีความมั่นคง มี Governance  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากบางบริษัทไม่สามารถทำได้ อาจได้รับผลกระทบจากธุรกิจได้ ”

             ส่วนในแง่ของธุรกิจประกันชีวิต หรือสมาคมฯเอง ก็จะมองว่าอยากให้ทุกๆบริษัทอยู่ได้ และก็แข็งแกร่งยั่งยืน เป้าหมาย ก็คือความแข็งแกร่งยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าจะทำธุรกิจที่ได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมีความเสี่ยง เป็นสิ่งที่เชื่อว่า ทั้ง คปภ. และสมาคมฯ รวมถึงภาคธุรกิจให้ความสำคัญและระมัดระวัง โดยมีการออกกฎเกณฑ์เยอะมาก เช่น Risk Base Capital (RBC) ที่เกิดเมื่อปี 2011 หรือ ปีพ.ศ.2554 ซึ่งเป็นการเริ่มต้น ที่ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวให้แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ดี พอมาถึงวันนี้เรากำลังจะเริ่ม RBC เฟส 2 ซึ่งจะเพิ่มความแข็งแกร่งเข้าไปอีก ในขณะที่ธุรกิจเริ่มเข้าใจและค่อนข้างพร้อมที่จะปรับตัวไปด้วยกัน ซึ่งต้องขอบคุณ คปภ. ที่ทำเรื่องพวกนี้ในระยะเวลาที่เหมาะสมมาก

             การให้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีการทำประกันภัย ซึ่งแนวทางพวกนี้เป็นสิ่งที่ดี ทำให้คนไทยตระหนักเรื่องการออม เพราะเรารู้ว่า วันนี้เราจะเข้าสู่ eging society ในอนาคตเราจะไม่มีลูกหลานมากเพียงพอที่จะทำงาน และมีเงินมาเลี้ยงดูผู้ใหญ่ คนแก่ หรือคนที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยในอนาคต ก็ต้องเริ่มฝึกการออมเงินวันนี้ เพื่อช่วยตัวเอง เพราะที่แน่ๆคุณจะมีเงินไม่พอในการใช้ชีวิตให้เป็นปกติ เป็นอยู่อย่างลำบาก สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนให้เกิดปัญหาสังคม และกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในอนาคต

นายทัตเทพ สุจิตจร ผู้อำนวยการ บริษัท ที.ไอ.ไอ. จำกัด หรือ สถาบันประกันภัยไทย (TII)

“สำนักงาน คปภ. ในปัจจุบันนั้น เป็นการทำงานในลักษณะของการควบคุมดูแลกฎระเบียบโดยให้ความสำคัญด้านการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้เอาประกันภัย รวมถึงการกำกับกฎระเบียบเพื่อให้บริษัทประกันภัย นายหน้าประกันภัยมีความแข็งแกร่งทางการเงินตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักการทำงานของคปภ. เขาจึงมีจุดยืนที่เน้นไปที่ความถูกต้อง ส่วนภาคธุรกิจหรือผู้ปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นองค์กรที่ต้องแสวงหากำไร และถูกแวดล้อมรอบด้วยสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงตลอดมา หากจะเน้นไปที่ความถูกต้องตามกฎระเบียบทั้งหมดก็คงทำงานหรือแข่งขันไม่ได้ จึงมีความจำเป็นต้องทำอะไรทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ยอดขายหรือกำไรตามเป้าหมายการเติบโตของบริษัท โดยอาจไม่ให้ความสำคัญว่าถูกต้องหรือไม่    การที่ คปภ. เน้นความูกต้อง เพราะเขาไม่ได้ทำหน้าที่ด้านขาย ดังนั้นภารกิจหลักของ คปภ. คือการคุ้มครองประชาชน  ดังนั้นการทำงานที่ดีคือต้องปรับเข้าหากันทั้ง 2 ฝ่ายและต้องอยู่แบบผสมผสาน นั่นคือ หากเข้มมาก ก็เป็นอุปสรรคในการทำงาน วันนี้ ผมให้คะแนนคปภ. ว่าเขาสอบผ่าน เพราะหนึ่ง ภาคธุรกิจยังมีการเติบโต สอง ในฐานะผู้บริโภค ภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น คือในวันนี้ คปภ. เปลี่ยนแปลงมากที่ให้ประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัยมากที่สุดยุคหนึ่ง ดังนั้น หากมองในแง่ของภาพใหญ่ ( Macro ) ภาคธุรกิจเอง ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า เราถูกจัดให้เป็นสถาบันการเงิน ( Financial Sector ) แห่งหนึ่ง ดังนั้น ความแข็งแกร่งทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เอาประกันภัยยุคใหม่ที่มีความรู้ด้านการบริหาร ด้านการเงินมากขึ้น ภาคธุรกิจจึงต้องเร่งปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์แวดล้อมแบบใหม่ซึ่งผู้ชนะที่แท้จริงคือผู้ที่บริหารต้นทุนได้ดีที่สุด เราจะชนะกันจริงๆด้วยต้นทุน ดังนั้นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันจากนี้ไปจะไปเน้นที่การประหยัดของขนาด (Economies of Scale) ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่คปภ.พยายามสื่อสารและเน้นมาโดยตลอด เขาจึงจำเป็นต้องออกกฎ ระเบียบมากขึ้น ฉะนั้น ผมจึงให้คะแนนสอบผ่านของ คปภ. เพราะมีการแข่งขันสูง คือ ผู้บริหารยุคนี้ สอบผ่าน ”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here