“ปีนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจ สังคม ภัยธรรมชาติ ภัยสงคราม กดดันกำลังซื้อลดลง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง ทำให้ผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่การประกันภัยทรัพย์สิน โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ ยังคงจำเป็น แม้ว่าการอัตราการเติบโตของตลาดรถยนต์ไม่ได้เติบโตเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ ธุรกิจประกันนายหน้าประกันภัย กลุ่มเงินติดล้อสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องด้วย การบริการที่สามารถสนองตอบความต้องการให้กับลูกค้าได้ดี ทำให้ปัจจุบันเรามีอัตราการต่ออายุสูงถึง 75% ผ่านแอป ติดใจ ที่สามารถทำให้ลูกค้าต่ออายุกรมธรรม์ได้ง่าย”
ชาญฤทธิ์ สุกปลั่ง รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจนายหน้าประกันภัย บมจ. เงินติดล้อ บริษัทในกลุ่ม Tidlor Holdings หรือ TIDLOR (บริษัทฯ) กล่าวอย่างเป็นทางการหลังเข้ารับภารกิจแม่ทัพ ดูแลกลุ่มธุรกิจนายหน้าประกันภัย ของกลุ่มเงินติดล้อ
พร้อมกันนี้ นายชาญฤทธิ์ ได้กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากการใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยีประกันภัย (InsurTech) ซึ่งเปรียบเหมือนเสาหลัก (Backbone) ที่ทำให้เราสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มช่องทางการขายและบริการให้กับลูกค้าได้อย่างครอบคลุม และทำให้เรายกระดับบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากเราไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน InsurTech เพื่อเป็นพื้นฐานการดำเนินธุรกิจไว้ก่อนหน้า เราคงเติบโตช้ากว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปัจจุบันที่ตลาดมีความผันผวนสูง
ในปี 2568 ธุรกิจนายหน้าประกันภัยของ บมจ.เงินติดล้อ เติบโต 10.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมที่เติบโตเฉลี่ยเพียงราว 3% ในขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ด้วยยอดเบี้ยประกันวินาศภัยรวมเพิ่มขึ้นถึง 11.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าตลอดทั้งปี ธุรกิจนายหน้าประกันภัย จะยังมีอัตราการเติบโต 5-10%
สำหรับธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่ อยู่ภายใต้การบริหารงานของ บมจ.เงินติดล้อ มี 3 แบรนด์ ประกอบด้วย บริษัท ประกันติดโล่ จำกัด ที่เป็นบริษัทนายหน้าประกันภัยที่ให้บริการผ่านสาขาทั่วประเทศ โดยถูกวางให้เป็น Service Broker ด้วยเป้าหมายเพื่อยกระดับบริการโดยดูแลลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ ที่ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดผ่านพนักงานมืออาชีพกว่า 5,000 คน จากเครือข่ายสาขาเงินติดล้อที่ปัจจุบันมีมากกว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ ไปจนถึงขั้นตอนการเคลม ผ่าน Call Center ประกันติดโล่ 1501 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าครบวงจร ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกค้า ภายใต้สโลแกน “สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม”
นอกจากนี้ยังมีอีก 2 บริษัทนายหน้าประกันที่ขายผ่านแผลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ อารีเกเตอร์ (Areegator) แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Software-as-a-Service (SaaS) สำหรับนายหน้าประกันอิสระ ที่ปัจจุบันมีจำนวน 12,000 ราย โดยเป็นนายหน้าที่มีการส่งงานต่อเนื่องประมาณ 5,000 ราย ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้ง่ายขึ้น ส่วนตัวแทนหน้าอิสระเข้าถึงระบบบริหารงานขาย ผลิตภัณฑ์ประกันที่หลากหลายและมีมาตรฐานมากขึ้นด้วย
และอีกแบรนด์ เฮ้ กู๊ดดี้ (heygoody.com) เป็นแพลตฟอร์มนายหน้าประกันดิจิทัล 100% สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อประกันด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ โดยสามารถเปรียบเทียบเบี้ยและเงื่อนไขได้เองตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ประกันเดินทาง ที่ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และมีการกลับมาใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยทั้ง 2 แพลตฟอร์มสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างการเติบโตในภาพรวมให้ธุรกิจนายหน้าประกันภัยของบริษัทฯ
แม้จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ชาญฤทธิ์ มองว่าตลาดประกันภัยในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยในปี 2568 ตลาดประกันวินาศภัยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 292,785 ล้านบาท และตลาดประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 676,436 ล้านบาท นอกจากนี้ ประเทศไทยมีรถจดทะเบียนมากกว่า 45 ล้านคัน แต่ราวครึ่งหนึ่งยังไม่มีประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการขยายการเข้าถึงความคุ้มครองของประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน สัดส่วนเบี้ยประกันภัยรวมต่อ GDP ของประเทศไทยอยู่ที่ 5% (ประกันชีวิต 3.5% และประกันวินาศภัย 1.5%) ซึ่งถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ที่มีสัดส่วนมากกว่า 10% สะท้อนถึงโอกาสเติบโตที่ยังเปิดกว้างทั้งในกลุ่มประกันวินาศภัยและประกันชีวิต
ด้วยเหตุนี้ นอกจากการขับเคลื่อนสร้างการเติบโตให้ธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย เฉลี่ย 5%-10% ต่อปี อย่างต่อเนื่องแล้ว ในปีนี้บริษัทฯ ยังมีแผนขยายธุรกิจสู่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต (Life Insurance) ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การเป็นนายหน้าประกันภัยครบวงจร เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว
นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันภัยแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Insurance Literacy หรือความรู้ความเข้าใจด้านประกันภัยให้กับกลุ่มเยาวชนและชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรมในรูปแบบที่สนุกและสอดแทรกความรู้ด้านประกันภัย เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของประกันภัยในฐานะเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ช่วยแบกรับความเสี่ยงด้านการเงิน และมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการมีประกันภัยเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยในปีที่ผ่านมาเราจัดกิจกรรมไปแล้ว 33 แห่ง ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ และในปีนี้ยังมีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านประกันภัยไม่น้อยกว่า 35 แห่ง ทั่วประเทศ
ภายใต้เป้าหมายในการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงความคุ้มครองด้านประกันภัยได้อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกลุ่ม Tidlor Holdings ในฐานะ The Leading Financial Inclusion Service Provider เพื่อสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางการเงินให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน





