รับทราบกันแล้วว่า พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีได้รับความเดือดร้อนและความเสียหายเป็นอย่างมาก และความเสียหายดังกล่าวนี้ก็เกิดขึ้นกับโรงเรียนนับหลายแห่งด้วย*** ผลจากการสำรวจหลังจากน้ำลดลง มีโรงเรียนจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งตามเป้าหมายของการสำรวจพื้นที่ของเรานั้น เน้น “โรงเรียนระดับประถมศึกษา”เป็นหลัก เนื่องจากโรงเรียนประถมศึกษามักมีปัญหาขาดแคลนงบประมาณ และหากของบประมาณจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ก็ยากที่จะได้รับอนุมัติ หรือถึงแม้จะได้รับอนุมัติก็ไม่เต็มตามจำนวนที่ยื่นขอไป ที่สำคัญกว่าจะได้รับการอนุมัติก็ไม่ทันการณ์ โรงเรียนจึงต้องช่วยเหลือตัวเอง ค่อยๆทำไปตามมีตามเกิดตามกำลังที่มีอยู่เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาคเอกชนจึงต้องร่วมมือกันช่วยเหลือโรงเรียนที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้ เป็นการอาสามาช่วยเหลือกัน เท่าที่จะสามารถดำเนินการได้***สำหรับพื้นที่จัดกิจกรรม คือ โรงเรียนบ้านผักหย่า และโรงเรียนบ้านไร่ใต้ ต.ไร่ใต้ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานีทั้งสองโรงเรียนถูกน้ำท่วมอย่างหนักเต็มพื้นที่โรงเรียนแบบ100% นั่นคือ ไม่มีพื้นที่ใดเลยที่ไม่ถูกน้ำท่วม โดยท่วมขังอยู่เป็นเวลานานคือ ตั้งแต่วันที่ 5 – 25 กันยายน 2562 ส่งผลทำให้สภาพอาคารเรียน...

เราทำประกัน พ.ร.บ.รถ กันใช่ไหมครับ? ...พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนี่แหละครับ... ....มีบางแง่บางมุมที่เราอาจรู้ไม่หมดหรืออาจเข้าใจผิดไปจากข้อเท็จจริง...โดยเฉพาะในกรณี 'มีคู่กรณี' จนเกิด 'เสียชีวิต' ซึ่งเป็นเหตุที่เกี่ยวพันรถที่มีประกัน พ.ร.บ.กับรถที่ไม่มี พ.ร.บ. ....***เราอาจคิดแบบรวมๆ ไปว่า ...หากรถมีประกัน พ.ร.บ. ถ้าเกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิต จะได้รับความคุ้มครองวงเงิน 300,000 บาท' ....แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่แบบนี้ทั้งหมด มีเรื่องถูก-ผิดเข้ามาเกี่ยวข้อง ...ยกตัวอย่างแบบนี้นะครับ ***ถ้ารถที่มี พ.ร.บ.ไปชนรถที่ไม่มี พ.ร.บ. แล้วคนขับรถที่มี พ.ร.บ.เสียชีวิต...นั่นคือรถมี พ.ร.บ. เป็นฝ่ายผิดแล้วก็เสียชีวิต อย่างนี้ ได้รับค่าสินไหมฯที่เป็นค่าเสียหายเบื้องต้น กรณีเสียชีวิตเพียง 35,000 บาท ***ถ้ารถที่ไม่มี พ.ร.บ.ไปชนรถที่มี พ.ร.บ. แล้วส่งผลให้คนขับรถที่มี พ.ร.บ.เสียชีวิต...อย่างนี้แม้ว่ารถที่มี พ.ร.บ.จะเป็นฝ่ายถูก ก็ได้รับเพียง 35,000 บาทเช่นกัน...ถ้าต้องการมากกว่านี้ ทายาทผู้เสียชีวิตต้องไปเรียกร้องจากคนขับรถฝ่ายผิดครับ ***เรื่องค่าเสียหายเบื้องต้น มี...

...ขอพูดเรื่องTalk of the townครับ คือ เรื่อง 'คุณยายคนหนึ่ง ที่หาดใหญ่สงขลา ถูกลูกชายร่วมกับตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทประกันแห่งหนึ่งถอนเงินออกไป'***เงินที่ถอนออกไปคือ ค่าสินไหมทดแทนจากกรณีลูกสาวของยายเสียชีวิต ซึ่งลูกสาวระบุตอนทำประกันว่า ผู้เป็นแม่(คือคุณยายตามข่าว)เป็น'ผู้รับประโยชน์' ดังนั้นยายจึงเป็นเจ้าของเงิน***จริงๆแล้ว ข่าวเสื่อมเสียในเชิงที่โยงใยไปถึงตัวแทนประกันชีวิตหายไปนานแล้วครับ....นับสิบๆปีมานี้ทุกฝ่ายช่วยกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดกับประกันชีวิต ขณะที่สำนักงานคปภ.เอง ก็มีกรอบกติกาในการควบคุมตัวแทนที่เข้มงวดขึ้น ข่าวทางลบจึงค่อยๆหายไป ส่งผลให้ทัศนคติทางบวกของชาวบ้านที่มีต่อประกันชีวิตดีขึ้นมามาก....กรณีตามข่าว จะจริงจะเท็จอย่างไร และตัวแทนประกันชีวิตเกี่ยวข้องโดยตรงหรือไม่นั้น ผมคิดว่า เป็นมุมที่ไม่สู้ดีแล้วครับ...มุมแบบนี้ 'ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคปภ.'คงไม่คาดคิดว่า จะเกิดในยุคนี้ เลยต้องออกแรงทำเรื่องที่ไม่น่าจะต้องทำ กันอีกครั้ง....***ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม แยกออกอย่างนี้ครับ• 1. ถ้ามองไปถึงตัวแทนประกันชีวิต ตามข่าวมีตำแหน่ง'ผู้จัดการภาคอาวุโส' ผมคิดว่า ในบรรดาบริษัทประกันชีวิตทั้งหมด มีไม่กี่บริษัทหรอกครับ ที่มีโครงสร้างตำแหน่งแบบนี้ ...แต่นั่นไม่สำคัญเท่าอายุงาน เพราะกว่าจะได้คำแหน่งระดับนี้ ต้องผ่านการเป็นตัวแทนธรรมดาๆมาก่อน...
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ (กลาง) เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ นาวาโทหญิงแพทย์หญิงอุบลวัณณ์  จรูญเรืองฤทธิ์ (แถวกลาง ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย พร้อมด้วย คุณอรนุช สำราญฤทธิ์ (แถวกลาง ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการอาวุโสสายประกันชีวิต บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำทีมพนักงานจิตอาสาที่มีความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจแห่งการเป็นผู้ให้ ร่วมบริจาคโลหิต เพื่อลดภาวการณ์ขาดแคลนโลหิตและเพิ่มปริมาณโลหิตสำรอง เนื่องในโอกาสวันประกันชีวิตแห่งชาติประจำปี 2562โดยกรุงเทพประกันชีวิตได้รณรงค์ให้พนักงานบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ทุก 3 เดือน ยังสามารถบริจาคได้ที่สำนักงานใหญ่กรุงเทพประกันชีวิต เพื่อให้โลหิตเพียงพอต่อความต้องการนำไปรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริจาคด้านการช่วยกระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดใหม่ ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ อีกด้วยถือเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่กรุงเทพประกันชีวิตทำอย่างต่อเนื่องเสมอมา เพื่อชีวิตที่มีความสุขมากกว่าของคนไทยทุกคนณ...
*คนทั่วไป อาจรู้จัก “คุณนวลพรรณ ล่ำซ่ำ” ในบทบาทของ “มาดามแป้ง” ในเส้นทางของโลกแห่งฟุตบอล ทั้งการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย รวมถึงการเป็นประธานสโมสรการท่าเรือในศึกไทยลีก1หลายคนรู้ว่า บริษัทเมืองไทยประกันภัยเป็นสปอนเซอร์หลักของสโมสรการท่าเรือรวมถึงทีมชาติไทย รู้ว่ามาดามแป้งเกี่ยวพันโดยตรงกับบริษัทเมืองไทยประกันภัย แต่คนทั่วไปยังไม่ได้เกี่ยวพันในเชิงลูกค้ากับบริษัทเมืองไทยประกันภัยแต่อย่างใด*นั่นหมายถึง คนทั่วไปรู้จักมาดามแป้งในมุมของคนที่สนใจและสนับสนุนเรื่องฟุตบอลเท่านั้น และมีความเชื่ออยู่พอสมควรว่า มาดามแป้งเข้ามาทำด้วยหัวใจ แต่ในมุมที่มาดามแป้งเกี่ยวพันในฐานะกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารหรือ CEOของบริษัท เมืองไทยประกันภัยนั้น ถือว่ายังห่างจากความเชื่อในวงการฟุตบอลอย่างแน่นอนบนความเชื่อถือของคนในสังคมที่มีต่อมาดามแป้ง บริษัท เมืองไทยประกันภัยจึงเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงจับเอา “ความเชื่อถือและความศรัทธาในเชิงตัวบุคคล” มาเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ดึงตัวบุคคลมาเป็นตัวนำในการทำมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งในเมื่อมาดามแป้งรับบทบาท CEO จึงกลายมาเป็นCEO Marketing โดยใช้ตัวตนของมาดามแป้งเป็นจุดรุกทางการตลาดที่ชื่อว่า “เชื่อแป้ง เชื่อเมืองไทยประกันภัย” เพื่อบ่งบอกกับคนทั่วไปว่า มาดามแป้งไม่ได้มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในเรื่องฟุตบอลเท่านั้น แต่ทุ่มเทด้วยหัวใจกับเมืองไทยประกันภัยอยู่ด้วย ดังนั้นหากมีความเชื่อมั่นใจตัวมาดามแป้ง ก็ขอให้เชื่อมั่นเมืองไทยประกันภัยด้วย ซึ่งความเชื่อมั่นเมืองไทยประกันภัยก็คือ การเข้ามาเป็นลูกค้าของบริษัทฯนั่นเองแน่นอนกลยุทธ์...
"ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ" ...คำๆนี้มีความหมายเดียวกับ "ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อมรถ"ครับ ... ***เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับการประกันภัยรถยนต์โดยตรง แต่คนทำประกันรถยนต์ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ และไม่คุ้นกับเรื่องนี้ ..."เรื่องนี้ จริงๆแล้ว บริษัทประกันไม่ได้ปกปิดหรอกครับ เพียงแต่ไม่เปิดเผยเท่านั้นเอง"... ...ไม่เปิดเผยอย่างไร? ***ปกติเวลาเราทำประกันรถแบบสมัครใจ(คือแบบที่ไม่ใช่ประกันพ.ร.บ.)เราดูแค่หน้าตารางกรมธรรม์ที่บริษัทประกันส่งให้ ซึ่งในหน้าตารางกรมธรรม์ไม่ได้ระบุเรื่องราวอย่างว่า ไว้เลยครับ... ...เรื่องความรับผิดของบริษัทประกันภัย ไปซ่อนอยู่ในกฎหมายประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเราไม่เคยสนใจมันเลย... ...เราสนใจเฉพาะสิ่งที่วางอยู่ข้างหน้าเพราะเหตุนี้นะครับ ที่ผมจึงบอกว่า เรื่องค่าขาดประโยชน์ถูกนำไปซ่อนไว้.. ...ที่ผ่านมาคนที่รู้กฎหมายก็เรียกร้องได้ แต่คนอีกเกือบร้อยเปอร์เซนต์ไม่รู้ เขาก็ขาดประโยชน์ในสิ่งสมควรได้... ...จริงๆแล้ว ที่ผ่านมาผมเคยแนะนำบางท่านเรียกร้องค่าใช้จ่ายอย่างว่ากับบริษัทประกันไปบ้างเหมือนกัน...แต่เอาเข้าจริงบางครั้งก็ลืมไป..แม้บางครั้งรถยนต์ของคนใกล้ชิดเกิดอุบัติเหตุ ก็ลืมบอกไปเลย... ****ต้องขอบคุณสมาคมประกันวินาศภัยไทยที่เอาสิ่งที่อยู่ในที่มืดมาวางในที่แจ้ง ให้ประชาชนได้เห็นว่า พวกเขามีสิทธิ์ในประโยชน์ที่เกิดจากการทำประกัน ...ผมทราบว่า จะมีการทำให้เป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดขึ้นว่า "ถ้ารถของคุณเกิดอุบัติเหตุ และมีคู่กรณีและเป็นฝ่ายถูก" คุณก็สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากบริษัทที่รับประกันรถยนต์ของคู่กรณี หรือเรียกร้องจากคู่กรณีได้ ในจำนวนเงินที่ชัดเจนขึ้น..เพื่อจะได้ไม่ต้องถกเถียงกันมากมายกับบริษัทประกัน ...แต่สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้ทำคือ คือการระบุบนหน้าตารางกรมธรรม์ให้ชัดครับว่า คุ้มครองเรื่องเหล่านี้ด้วย...เนื่องจากชาวบ้านจะดูเฉพาะเอกสารส่วนนี้เท่านั้น.... ...เรื่องนี้สอนให้เห็นว่า วิธีคิดที่บอกว่า 'คนต้องรู้กฎหมาย การไม่รู้กฎหมายถือเป็นความผิด' ...เพราะความเป็นจริงก็คือ "เราไม่ได้เปิดเผยสิ่งที่มีอยู่จริง"ต่างหาก....(เขียนโดย :สิทธิ์ บ้านไทยแลนด์)
"แบงก์ชาติเชือดไก่ให้ลิงดู กระเทือนครบถ้วน"กรณีธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ ลงดาบธนาคารกรุงไทยกับธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานความผิดบังคับให้ลูกค้าสินเชื่อเลือกทำประกันอัคคีภัยกับบริษัทประกันวินาศภัยเพียงบริษัทเดียวนั้น ไม่ได้กระทบเพียงแค่ธนาคารเท่านั้น แต่กระเทือนไปถึงบริษัทประกันภัยด้วยกรณีที่ว่านี้ เกิดจากธนาคารกรุงไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ ยื่นรายชื่อบริษัทประกันภัยให้ลูกค้าสินเชื่อพิจารณาเพียงบริษัทเดียว แล้วที่สุดลูกค้าไม่พอใจ จึงร้องเรียนไปยังแบงก์ชาติว่า ทั้งสองธนาคารบังคับให้เลือกบริษัทประกันภัยเพียงบริษัทเดียวเท่านั้นในเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจประกันภัย ธนาคารมีฐานะเป็นนายหน้าประกันภัย เป็นนายหน้าประเภทนิติบุคคล การเป็นนายหน้าประกันภัยนั้นมีหน้าที่ให้คำปรึกษา ซึ่งในแง่ของการเป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้าเลือกบริษัทประกันภัยนั้น จะต้องมีรายชื่อและรายละเอียดให้ลูกค้าเลือกมากกว่าหนึ่งบริษัท ซึ่งกฎเกณฑ์ของแบงก์ชาติก็ระบุไว้เช่นนี้ด้วยดังนั้น การแสดงข้อมูลเพียงแค่หนึ่งบริษัท จึงทำให้ลูกค้าไม่มีทางเลือกอื่นๆ จึงเท่ากับว่า ทั้งสองธนาคารบังคับลูกค้าให้เลือกบริษัทนั้นบริษัทเดียว เรื่องทำนองอย่างนี้ เป็นเรื่องใหญ่ทางธุรกิจ ทั้งธนาคารและบริษัทประกันภัย เหตุเพราะธนาคาร มีรายไดจำนวนมาก ที่เกิดจากคอมมิสชั่นในการขายประกัน ขณะที่บริษัทประกันภัยมีเบี้ยประกันภัยจำนวนมหาศาลที่มาจากการขายผ่านช่องทางธนาคารหรือ Bancassuranceที่ผ่านมาบริษัทประกันภัยที่อยู่ในเครือของธนาคารพาณิชย์ มักได้เปรียบบริษัทประกันภัยอื่นๆที่ไม่มีอยู่ในเครือธนาคาร โดยบริษัทประกันภัยนั้นๆใช้ธนาคารเป็นช่องทางสำคัญอันเป็นที่มาของเบี้ยประกันภัยขณะเดียวกันบริษัทประกันภัย ที่ไม่ได้อยู่ในเครือของธนาคาร ก็แสวงหาธนาคารมาเป็นช่องทางการขาย โดยทำสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกัน ซึ่งการเป็นพันธมิตรกันนั้น ตอบสนองกันด้วยอัตราคอมมิสชั่นที่สูงพอสมควร และหากธนาคารแห่งใดมีบริษัทประกันภัยหลายบริษัทเป็นพันธมิตรด้วย บริษัทประกันภัยแต่ละแห่งก็ระดมสิทธิพิเศษให้กับธนาคาร เพื่อให้ธนาคารแนะนำให้ลูกค้าเลือกทำประกันกับบริษัทประกันภัยของตนสถานการณ์จริงๆในตลาดประกันภัยระหว่างธนาคารกับบริษัทประกันภัยเป็นแบบนี้จริงๆดังนั้น เมื่อเกิดกรณีแบงก์ชาติลงดาบธนาคารขึ้นมา...
"ความสุขของประชาชนคือตัวกำหนดการเติบโตของธุรกิจ" ...ขอพูดเรื่องธุรกิจประกันชีวิตหน่อยครับ.... ***สมาคมประกันชีวิตไทย รายงานถึงอัตราการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย โดยระบุว่า เบี้ยประกันชีวิตรับรวม(คือเบี้ยประกันชีวิตทุกประเภททั้งเบี้ยฯปีแรก และเบี้ยฯต่ออายุรวมกัน)ณ สิ้นเดือนกรกรกฎาคมที่ผ่านมา(คือตั้งแต่มกราคม-กรกฎาคม2561) มีอัตราเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน(2560)=4.69% ...สมาคมประกันชีวิตไทยระบุว่า 'เติบโตค่อนข้างดี' ...แต่ในความคิดของผมนั้น แม้จะมองว่า ค่อนข้างดี แต่ถือว่าเป็นทิศทางที่ไม่ดีครับ ....ทำไมถึงไม่ดี...? ...เหตุผลก็คือ เป็นอัตราการเติบโตในทิศทางที่ลดลง ลดลงอย่างไร? ***ผมเอาตัวเลขอัตราการเติบโตของเบี้ยฯรับรวมในรอบปีนี้ ที่สมาคมประกันชีวิตไทยแถลงนี่แหละครับ มาแสดง ...เดือนมกราคม-มีนาคม เติบโต 8.22% ...เดือนมกราคม-เมษายน เติบโต 7.80% ...เดือนมกราคม-พฤษภาคม เติบโต 6.78% ...เดือนมกราคม-มิถุนายน เติบโต 5.01% ...เดือนมกราคม-กรกฎาคม เติบโต 4.69% ...นี่แหละครับ สิ่งที่ผมบอกว่า เป็นทิศทางที่ลดลง ****ผมจึงคิดว่า ตัวเลขอัตราการเติบโตของเบี้ยฯปีแรก ที่เป็นธุรกิจใหม่ หรือการรับประกันชีวิตรายใหม่ ซึ่งสมาคมประกันชีวิตไทย ไม่ได้ทำตัวเลขให้เห็นนั้น จะต้องเติบโตลดลงด้วย ....ผมคิดว่า การเติบโตในทิศทางที่ลดลงดังกล่าวนี้ เป็นผลโดยตรงมาจากเศรษฐกิจครับ เศรษฐกิจในประเทศของเรา มันไม่ดีจริงๆ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนก็ไม่มีเงินใช้จ่าย จึงส่งผลไปถึงความสุขของประชาชนจริงๆ ....สมัยก่อนเราบอกกันว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตมีผลโดยตรงมาจากการเติบโตของGDPของชาติ...
"งานพี่เพื่อน้อง จากผองเพื่อนชาวประกันและมวลมิตรธุรกิจเพื่อสังคม ปีที่15" กำหนดจัดวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2561นี้ ที่โรงเรียนวัดดอนผิงแดด อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ***ปีนี้สถานที่จัดงานใกล้ที่สุดนับตั้งแต่จัดมา ***ฝากถึงหน่วยงาน องค์กร บริษัท และทุกท่านที่เคยร่วมงานนี้ หรือยังไม่เคยร่วมงานมาก่อน เตรียมตัว เตรียมความพร้อม ล็อควันไว้ได้เลยครับ ***ส่วนกิจกรรม ไม่เกินอาทิตย์นี้จะแจ้งให้ทราบกัน ***สำหรับท่านที่ต้องการสนับสนุนหรือบริจาค ก็เตรียมๆไว้ได้เลยเช่นกัน ...ทางทีมงานนิตยสารฯจะรีบส่งเป็นหนังสือเชิญร่วมงานไปถึงทุกหน่วยงานครับ ...บางท่านอาจถามว่า ' "ถ้าไม่สังกัดหน่วยงาน ไม่สังกัดบริษัท สามารถไปร่วมได้มั๊ย?" ..ขอบอกเลยครับว่า "มาได้เลยครับ ยินดีต้อนรับเลย มาแบบอาสามาเลยครับ เราคือคนสนิท คนคุ้นเคยกัน ไม่จำเป็นว่า จะต้องสังกัดบริษัทหรอกครับ" ...ติดตามกันต่อไปครับ ...ยินดีต้อนรับทุกท่าน...ขอบคุณล่วงหน้านะครับด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา จาก : ทีมงานบ้านไทยแลนด์
วันที่ 14 กรกฎาคม... ***วันนี้ เป็นวันครบรอบการก่อตั้ง 'นิตยสารไทยแลนด์ อินชัวรันส์'ครับ ...เราเริ่มต้นในยุคเศรษฐกิจดิ่งลงเหว เป็น'ยุคค่าเงินบาทลอยตัว' ซึ่งมีการลดค่าเงินบาท ในปี 2542 ...ตอนนี้เราเดินทางมาถึง'ยุครัฐบาลลอยตัว' เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจมากมาย แต่เศรษฐกิจก็ย่ำแย่อย่างหนักเช่นกัน ***เป็นเหมือนเข้ารอบแห่งวงจรทางเศรษฐกิจนะครับ... ....แต่เอาล่ะ ปีที่19แล้ว เราต้องเดินฝ่าฝันมรสุมทางเศรษฐกิจกันต่อไป... ***ช่วงเวลาที่ผ่านมา ต้องย้ำว่า เรายังยึดมั่นแนวทางเดิมมาตลอด นั่นคือ ....หนึ่ง...ร่วมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านประกันภัยให้กับประชาชน : เราเกิดในยุคที่คนในสังคม มีทัศนคติไม่ดีนักในเรื่องประกันภัย ภาคธุรกิจก็ไม่ได้เปิดกว้างด้านข้อมูลข่าวสารเท่าที่ควร แต่เราก็ทำหน้าที่เรื่อยมา จนทุกอย่างดีขึ้น ชาวบ้านมีทัศนคติในด้านบวกมากขึ้น ธุรกิจประกันภัยพัฒนาไปมาก วงการประกันภัยเองก็เปิดเผยข้อมูลต่างๆมากขึ้น ...สอง...ด้านการนำภาคประกันภัยลงไปให้เข้าถึงชาวบ้านและชุมชน : ถือเป็นหน้าที่หลักของเรา เราทำมานานและทำมาก่อนใคร แม้เวลาที่ผ่านมาบางงานบางกิจกรรม เราอาจถูกรบกวนถูกเบียดบังไปบ้าง แต่เราก็พยายามปรับตัว เพื่อเดินไปข้างหน้าตามกำลังที่เรามีอยู่... ****มาถึงปี 2561 โลกเปลี่ยน ประเทศไทยเปลี่ยน และธุรกิจก็เปลี่ยนไปอย่างมาก....การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้กระทบมาถึงสื่ออย่างชัดเจน ยิ่งมาเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจกระหน่ำเพิ่มเข้ามาด้วย ก็ยิ่งเป็นผลกระทบที่บังคับให้ต้องถอยร่นในบางด้าน ....ถามว่า...

ติดตามเราได้ที่

3,959แฟนคลับชอบ
611ผู้ติดตามติดตาม

E-Magazine