.... จากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้ชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศง่ายขึ้น เป็นวิถีแห่งยุคดิจิทัล การเข้าถึงข้อมูล สื่อสังคมออนไลน์ การทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อสินค้าต่าง ๆ ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากเพียงแค่มีโทรศัพท์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ยิ่งในปีที่ผ่านมาหลังจากสถานการณ์ Covid-19 แพร่ระบาด ประชาชนได้เปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นแบบ New Normal ทำให้การออกมาทำกิจกรรมนอกสถานที่ลดลงแต่เมื่อดูเรื่องการจับจ่ายใช้สอยกลับมีมูลค่าสูงขึ้น .... จากข้อมูล ปี 2565 ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 70 ล้านคน มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย 56.85 ล้านคน คิดเป็น 81.2% มียอดการซื้อขายสินค้าออนไลน์ 682,920 ล้านบาท เติบโตขึ้น 160.22% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (2564) ... นอกจากประโยชน์อันมากมายที่ผู้ใช้ได้รับจากเทคโนโลยีอันทันสมัยก็ยังมีสิ่งที่แฝงมาด้วยภัย ที่อาจคุกคามชีวิตและทำให้สูญเสียทรัพย์สินเงินทองได้ง่ายจากเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน ดังนั้น...
ครึ่งปีแรก2565 ของธุรกิจประกันชีวิต เบี้ยสุขภาพนำ ขณะที่ช่องทางตัวแทนและดิจิตัลโตเป็นบวก นอกนั้นติดลบ ...*** ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งแรกปี 2565 ระหว่าง มกราคม – มิถุนายน มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 289,097 ล้านบาท เติบโตลดลงร้อยละ 1.94 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2564 โดยจำแนกเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ 79,685 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 4.75 และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป 209,412 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 0.82 โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ร้อยละ 82 ...มองมาที่เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ ประกอบด้วย 1.) เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 49,331 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.79 2.) เบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว 30,354...

0
โดย : สิทธิ์ บ้านไทยแลนด์ เวลาที่เราจะพูดหรือจะทำอะไรก็ตาม ต้องอยู่ภายใต้เหตุผลอันสมควรครับ... ไม่ใช่ทำเพื่อปกป้องใครหรือหน่วยงานใด เพียงฝ่ายเดียวครับ...แต่จะต้องพูดและทำเพื่อ 'ปกป้องหลักการและความถูกต้อง' ให้คงอยู่ต่อไปให้ได้ **มีหลายท่าน เข้าใจว่า บริษัทประกันภัย จะทำอะไรโดยพลการก็ได้...ออกตัวสินค้าแบบไหนก็ได้ จะคิดเบี้ยเท่าไหร่ก็ได้... อยากจะบอกว่า ถ้าเป็นต่างประเทศ ใช่ครับ...เขาเปิดเสรีกัน เสรีในเรื่องการคิดตัวสินค้า เสรีในเรื่องของการกำหนดเบี้ยประกัน... แต่ประเทศไทย ไม่ใช่ครับ...ไม่ได้เป็นอย่างนั้น...เรามีหน่วยงานกำกับธุรกิจประกันภัย...กำกับแบบไม่ได้ปล่อยเสรีอะไรมากมาย ** อย่างเรื่องตัวสินค้าที่บริษัทประกันออกขายก็เหมือนกัน แน่นอนว่า ต้นเรื่องอาจมาจากบริษัทประกัน ...แต่ในกระบวนการ บริษัทประกันต้องเสนอไปยังหน่วยงานหน่วยงานกำกับซึ่งหมายถึงคปภ. เพื่อขอความเห็นชอบ...ทั้งตัวรายละเอียด เงื่อนไข และทุกข้อความ ต้องผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานคปภ...ถึงจะเอามาขายได้...เรื่องอย่างนี้กำหนดไว้ในมาตรา 29 ของพ.ร.บ.ประกันวินาศภัยครับ ***ขณะที่เรื่องเบี้ยประกัน ก็กำหนดไว้ในมาตรา30 ของพ.ร.บ.ฉบับเดียวกันว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบ จากสำนักงานคปภ.เช่นกัน.......ต้นทางมันมาอย่างนี้ครับ...ซึ่ง'ประกันโควิด' ที่กำลังเป็นประเด็นปัญหาก็มีต้นทางแบบนี้เช่นกัน...ขึ้นอยู่กับว่า "ใครเป็นคนเริ่มก่อน?"... ***ผมหยิบยกเรื่องนี้มาพูดถึง ก็เพื่อให้เข้าใจหลักการและความถูกต้องในเบื้องต้นก่อน........ส่วนเรื่องระหว่างทาง ใครควรรับผิดชอบบ้าง ...ค่อยมาพูดถึงตอนต่อๆไปครับ..."ไม่ควรมีใครรับชอบอย่างเดียว...
บางครั้ง ก็รู้สึกสงสาร'สำนักงานกองทุนประกันวินาศภัย' ...สงสารเพราะต้องรับงานต่อในการจัดการเรื่องเคลมกรณีที่บริษัทประกันล้ม...ด้วยกำลังคนที่น้อย และเงินในกองทุนที่มีไม่เพียงพอ จึงทำให้หนักใจ... แต่เป็นความหนักใจที่อ้าปากบอกใครไม่ได้.... **ด้วยภารกิจที่ยังล้นมาตั้งแต่บริษัทประกันอื่นๆ ที่ล้มไปก่อนหน้านี้ ที่ยังแก้ไม่จบ...บวกกับที่ล้มใหม่ๆ สำนักงานประกันวินาศภัยแทบจะบอกว่า ไม่ไหวแล้ว... ** เอาล่ะ! เรามาดูกันว่า นับจาก บริษัทเอเชียประกันภัย และ บริษัทเดอะวันประกันภัย สังเวยประกันโควิดจนต้องล้มลงนั้น เป็นยังไงกันบ้าง?... *สิ่งที่เกิดตามมาหลังถูก คปภ. สั่งปิดกิจการ ก็คือ เรื่องการจ่ายเคลมประกันโควิดและการเคลมประกันประเภทอื่นๆ จะถูกโอนไปที่สำนักงานกองทุนประกันวินาศภัย ให้รับผิดชอบ ในการจ่ายค่าเคลม...จ่ายหรือดำเนินการแบบไหน? *กรมธรรม์ประกันโควิด : หากยังไม่หมดอายุ จะถูกยกเลิก และคืนเบี้ยประกันตามจำนวนวันคุ้มครองที่เหลืออยู่ หรือในกรณีที่ลูกค้าต้องการมีประกันโควิดต่อไป ลูกค้าจะต้องไปยื่นเรื่องเพื่อไปเปลี่ยนเป็นประกันโควิดแบบโคม่ากับบริษัทประกันอื่นๆที่เข้าร่วมโครงการเยียวยา ตามแนวทางที่ คปภ. กำหนดไว้...ส่วนลูกค้าที่ติดเชื้อโควิด ก่อนวันที่บริษัทถูกสั่งปิดกิจการ ลูกค้าคนนั้นจะต้องไปยื่นเรื่องใหม่กับสำนักงานกองทุนประกันวินาศภัยเพื่อขอรับค่าเคลม...ดูๆ แล้ว กรณีที่ยังไม่ติดเชื้อ ยุ่งยากไหมครับ? ...พอยุ่งยากแบบนี้ ผู้เอาประกันโควิดจำนวนมากที่ยังไม่ได้ติดเชื้อตัดสินใจทิ้งกรมธรรม์โดยไม่ขอรับเบี้ยคืนครับ... เหตุผลเกิดจาก...
ขอพูดถึงกรณีบริษัทอาคเนย์ประกันภัยกับประเด็นรถเบนซ์ที่เป็นลูกค้าของบริษัทฯ กับมอเตอร์ไซค์ของน้องหญิงที่เป็นผู้เสียชีวิตหน่อยครับ...ผมไม่แตะต้องว่า ใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิดครับ***...แต่ผมแค่มาบอกว่า ...อาคเนย์ประกันภัยยอมทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก...ยอมทำเรื่องที่จบง่ายให้ยืดเยื้อ...โดยความจริงแล้ว อาคเนย์ประกันภัยสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ โดยไม่ต้องถึงศาล และไม่ต้องมาถึงมือของคปภ. ...ที่สำคัญ สามารถจัดการได้โดยที่ไม่ทำให้เกิดข่าวในทางเสื่อมเสียต่อบริษัทฯ...***อาคเนย์ประกันภัยต้องจัดการอย่างไร?...คืออย่างนี้ครับ...ปกติเอาทางสังคมกันก็แล้วกัน ระหว่างรถยนต์กับมอเตอร์ไซค์ ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา รถยนต์จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่แล้ว...เสียเปรียบทุกกรณี...หากไม่มีภาพ ไม่มีกล้องวงจรปิด ที่ระบุถึงเหตุที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน รถยนต์จะกลายเป็นฝ่ายผิดเต็มประตูครับ...เมื่อเป็นเช่นนี้ กรณีที่เกิดขึ้นกับน้องหญิง ผมจึงคิดว่า อาคเนย์ประกันภัยไม่ควรสู้ตั้งแต่แรก ...หลังเกิดเหตุเมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 อาคเนย์ประกันภัยควรรีบไปถึงบ้าน แล้วก็จ่ายเงินไปเลย...*** การรีบจ่ายแบบนี้ ตัดปัญหาทั้งหมด...และได้ภาพในทางที่ดีด้วย...อย่างน้อย อาคเนย์ก็สามารถบอกได้ว่า ไม่เอาความถูกความผิดว่าใครเป็นคนก่อ แต่บริษัทขอจ่าย ถือว่าเป็นสินไหมฯกรุณากัน....ทำแบบนี้ได้ใจกว่าครับ...และไม่ลุกลามบานปลายมาถึงตอนนี้...*** แต่เมื่ออาคเนย์ประกันภัยไม่ยอมจัดการ ยอมสู้ ยอมหักไม่ยอมงอ...ถึงที่สุดก็เสื่อมเสีย และถึงที่สุดคปภ.ก็มีมติให้จ่าย แล้วถึงที่สุดอาคเนย์ก็ต้องยอมจ่ายแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้...เรื่องนี้ต้องบอกว่า เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการล้วนๆครับ...
โดย สิทธิ์ หลีขาว ไม่น่าเชื่อว่า นาทีนี้มีคนไทยใจกล้าหันมาซื้อบริษัทประกันภัย... ...คนๆ นั้นคือ 'โกเล็ก'เด็กกระบี่ อำเภอเหนือคลอง บ้านบางผึ้ง...ครับ ...โกเล็ก คือ 'คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก'...ที่กำลังเป็นเจ้าของ 'บริษัท พุทธธรรมประกันภัย' ...โดยสถานะตอนนี้ ของโกเล็กเรียกได้ว่า เป็นเศรษฐีครับ ...เขาเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัทในเครือ M Group ซึ่งประกอบด้วย 20 บริษัท 1 สมาคม 1 สหกรณ์....โดยเป็นธุรกิจด้านท่องเที่ยว ด้านเทคโนโลยี ด้านสุขภาพ ธุรกิจออนไลน์ และประกันภัย ซึ่งก็คือพุทธธรรมประกันภัยที่ผมกำลังพูดถึง ...ขณะที่บริษัทอื่นๆที่รู้จักกันก็คือ กลุ่มบริษัทมัณดาวีต์ บริษัทเว็บสวัสดี ที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก ***ไม่กี่ปีก่อน โกเล็กปรากฎตัวผ่านสื่อบ่อยครั้ง หลังจากเขาหันมาช่วยสังคมด้วยการเปิดโครงการคืนคุณแผ่นดิน และเปิดแอพพลิเคชั่น M-Help Me ให้เป็นช่องทางในการทำงานเพื่อส่วนรวม...
ผมมีเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวโยงกับการทำประกันชีวิตมาบอกเล่าครับ ....อาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับตัวเราเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้องและคนที่เรารู้จัก... ...นั่นคือเรื่อง 'เงินที่เกิดจากการทำประกันชีวิตที่อยู่ในกองทุนประกันชีวิต' ...เป็นเงินอะไรหรือครับ? ...ก็คือเงินที่คนทำประกันชีวิตไม่ได้รับจากบริษัทประกันชีวิต ซึ่งมีหลายสาเหตุด้วยกัน...พอไม่ไปรับจากบริษัทประกันชีวิตเกิน 10 ปี บริษัทประกันชีวิตก็ต้องส่งเข้ามาอยู่ที่กองทุนประกันชีวิต.... ...ซึ่งเงินที่ว่านี้ เรียกกันว่า 'เงินจากกรมธรรม์ล่วงพ้นอายุความ' ซึ่งตอนนี้ค้างเติ่งอยู่ในกองทุนประกันชีวิต ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา จำนวน 1,300 ล้านบาท มาจากจำนวนคนทำประกันชีวิต 930,000 คน ...*** เอาล่ะ! มาดูกันว่า ยอดเงินที่ว่านี้ มาจากสาเหตุใดกันบ้าง? ...*1.ครบอายุสัญญา แต่บริษัทประกันติดต่อผู้ทำประกันชีวิตไม่ได้ เช่น ย้ายที่อยู่แต่ไม่แจ้งบริษัท ...*2.ผู้ทำประกันชีวิตเสียชีวิต แล้วทายาทไม่รู้ว่ามีการทำประกันชีวิตไว้ ...*3.ผู้ทำประกันชีวิตไม่ส่งเบี้ยฯ ต่อในช่วงที่สิ้นสุดปีที่ 2 หรือหยุดส่งเบี้ยในช่วงเข้าปีที่ 3 เป็นต้นไปของระยะเวลาการทำประกัน..แม้ความคุ้มครองจะขาดไปแล้ว แต่ช่วงเวลานี้จะมีมูลค่าเงินสดเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเงินจำนวนนี้ เป็นสิทธิที่ผู้ทำประกันชีวิตได้รับอยู่ ...*4.ผู้ทำประกันชีวิตได้รับเช็คจากบริษัทประกัน...
"เป็นบทเรียนที่เราไม่เคยคิดกันว่า ทุกอย่างในโลกหยุดหมด หยุดจริงๆ แล้วทำให้การหมุนเวียนทางการเงินหายไปด้วย" ...นี่เป็นความเห็นของ 'คุณนิพันธ์ เสมสันทัด' กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสตาร์ชัวร์ตี้ จำกัด บริษัทโบรกเกอร์ที่มีความเชี่ยวชาญงานประกันภัยสินค้า *คุณนิพันธ์บอกว่า ถ้ามองเรื่องการรับประกันโควิดในตอนนี้ โดยภาพรวมบริษัทประกันยังมีกำไรอยู่ เพราะจากคนติดเชื้อ 2,000 กว่าคน มีโคม่าเพียง 40 กว่าคนเท่านั้น ซึ่งถ้ามองตอนนี้ ถือว่าคลี่คลาย แต่ต่อไปไม่รู้ ...ในไทยไม่น่ามีปัญหา แต่ในเชิงความเสี่ยง เราไม่รู้ว่า ส่งประกันต่อไปที่ไหนกันบ้าง โดยเก็บไว้เองไม่เยอะหรอก ที่เหลือก็ส่งเมืองนอกกันหมด ส่วนไทยรีฯนั้น เขาไม่รับหรอก เพราะโดนมาเยอะตั้งแต่ตอนน้ำท่วม เลยพักการรับไปก่อน **สำหรับในต่างประเทศนั้น ถ้าดูตัวเลขคนติดเชื้อและเสียชีวิต ถือว่าสูงมาก ดังนั้น เขาหนักกว่าเรา ซึ่งอาจกระเทือนไปถึงบริษัทรับประกันต่อด้วย นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่บริษัทประกันในไทยต้องจำกัดการรับประกันโควิดและหยุดรับประกัน ..."คือไม่อยากให้ไปถึงเดือน 6...
เยอะทีเดียว 2 เดือนประกันโควิดขายไปกว่า7ล้านฉบับ ...ธุรกิจประกันชีวิตขายมาหลายสิบปี ขายไปได้เพียง 26 ล้านฉบับ...แต่นั่นแหละ นี่มันคนละสถานการณ์กัน... ...ความหวาดหวั่นต่อการติดโรค...แล้วก็เป็นโรคระบาดเสียด้วย จึงทำให้คนกลัว...ที่สุดก็ห่วงตัวเองห่วงสุขภาพ แล้วก็ต้องพกประกันติดตัวไว้ก่อน ...ที่สุดก็ต้องซื้อของใหม่อย่าง'ประกันโควิด'... ***จนถึงวันที่ 2 เมษา ครบ 2 เดือนของการขายประกันโควิด ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสนง.คปภ. บอกว่า ขายไปได้ถึง 7,121,651 ฉบับ รวมเบี้ย 3,041 ล้านบาท แต่เอาเข้าจริงเคลมไปแล้ว 9.56 ล้านบาท ...ยอดขายที่ว่านี้ เพิ่งมาเพิ่มหลังจากวันที่18 มีนาคมครับ...ซึ่งก่อนวันที่ 18 มีนามี ยอดขายเพียง 3 ล้านฉบับ เบี้ยแค่ 1,000 ล้านบาท ...ทำไม ยอดขายถึงเพิ่มขึ้น ? ...สาเหตุมาจาก...
พอเห็นอิตาลีตายกันเยอะ ก็เลยพูดกันว่า โควิด-19 ที่อิตาลีกลายพันธุ์.... แต่เรื่องนี้ แพทย์ออกมายืนยันว่า โควิด-19 ที่อิตาลีไม่ได้รุนแรงไปกว่าเชื้อโควิดที่กำลังระบาดในไทยและประเทศอื่นๆ...โดยเหตุผลที่อิตาลีมีคนติดเชื้อ ตายกันเยอะ เพราะระบบสาธารณสุขที่มีอยู่ไม่สมดุลย์กับจำนวนผู้ติดเชื้อ... เอาง่ายๆจำนวนโรงพยาบาลและจำนวนเตียงไม่เพียงพอกับคนติดโรค... ระบบสาธารณสุขตามความเข้าใจของผม น่าจะหมายถึงโรงพยาบาล แพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์...พวกอย่างนี้ที่อิตาลีไม่เพียงพอต่อจำนวนคนติดเชื้อครับ.... แล้วในไทยล่ะ! ผมลองหาข้อมูลมาดู ...น่าจะเป็นข้อมูลปี 2560 ซึ่งไม่ได้อัพเดทมากนัก เรามีโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศ เอาตัวเลขกลมๆอยู่ที่ 1400 แห่ง โรงพยาบาลในสังกัดรัฐ มีจำนวนเตียง 122,470 เตียง โรงพยาบาลเอกชน จำนวน 34,600 เตียง และถ้าคิด รพ.สต. ที่กระจายอยู่ทุกตำบล ก็มีอีก 9,860 แห่ง... บวกกับเจ้าหน้าที่บริการทางการรักษาพยาบาลและบุคลากรที่เกี่ยวข้องอีก 180,000 คน... ดูรวมๆกันทั้งหมด ทั้งจำนวนโรงพยาบาล เตียงและเจ้าหน้าที่ ก็เยอะอยู่นะครับ.... แต่นั่นแหละ จำนวนเตียงที่มีอยู่รับแขกไปจำนวนหนึ่งแล้ว...ดังนั้น จึงเหลืออีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่น่าถึงครึ่ง...แล้วเมื่อนำจำนวนเตียงมาพูดถึงการกักตัวหรือการรักษาพยาบาลคนที่ติดเชื้อโควิด-19 มันก็ไม่เหมือนกับการรักษาคนไข้ทั่วไป ซึ่งจะปะปนกันไม่ได้...ดังนั้นจำนวนเตียงที่พอมีเหลืออยู่จึงนำมาคิดทั้งหมดไม่ได้.... ทางออกของเราในเรื่องนี้...

ติดตามเราได้ที่

4,892แฟนคลับชอบ
611ผู้ติดตามติดตาม

E-Magazine

Thailand Insurance News

Thailand Insurance News

พูดคุย และ ดูแลด้วยมิตรภาพ

I will be back soon

Thailand Insurance News
สวัสดีค่ะ 👋
ต้องการสอบถาม ข้อมูลด้านไหนดีคะ
Messenger