บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาออนไลน์ “วินเกมหุ้นไทย ไตรมาส 3: ชี้เป้าหุ้นเด่นหลังวิกฤติ พร้อมเจาะลึกโอกาสลงทุนในกลุ่มท่องเที่ยวและการแพทย์” โดยทีมนักวิเคราะห์เมย์แบงก์ นำโดย ธีรเศรษฐ์ พรหมพงษ์, ชาญชัย พันทาธนากิจ, นนทพัฒน์ สหกิจภิญโญ และบุณยกร อมรสังข์ ร่วมวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทย พร้อมชี้โอกาสลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนในช่วงไตรมาส 3
ไตรมาส 3 จังหวะลงทุนหุ้นไทย แบบคัดหุ้นรายตัว
ทีมวิเคราะห์เมย์แบงก์ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 ว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน โดยคาดว่า GDP จะเติบโต 2.1% และขยับเป็น 2.7% ในปีหน้า ขณะที่การบริโภคในประเทศยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 86-87% ต่อ GDP แม้ภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงแรงพยุงระยะสั้น ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะที่อยู่ใกล้ระดับ 67% ต่อ GDP ทำให้พื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังรอบถัดไปมีจำกัดมากขึ้น
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ ตัวเลขส่งออกที่เติบโตมากกว่า 10% แต่ส่วนหนึ่งอาจมาจากการนำเข้าสินค้าจีนแล้วส่งออกต่อ (Transshipment) ทำให้การเติบโตไม่ได้สะท้อนความแข็งแรงของเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งด้านการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อ โดยเฉพาะเมื่อดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ
จากปัจจัยเหล่านี้ เมย์แบงก์จึงปรับมุมมองตลาดหุ้นไทยจาก Positive ลงมาเป็น Neutral พร้อมประเมินเป้าหมายดัชนี SET ปี 2569 ไว้ที่ 1,550 จุด
อย่างไรก็ตาม หุ้นไทยยังมีจังหวะลงทุน จากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เริ่มไหลกลับเข้ามา แต่ไม่ได้กระจายไปทั้งตลาด กลยุทธ์สำคัญจึงเป็นการลงทุนแบบคัดเลือก (Selective Buy) ภายใต้แนวคิด “Ride the Flow, Pick the Winners” โดยเน้นหุ้นที่ราคาปรับลงลึกกว่าผลกระทบต่อกำไรจริง และยังมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มหุ้น Post-War Play หรือหุ้นที่ถูกขายลงจากความกังวลต่อความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่พื้นฐานธุรกิจอาจไม่ได้เสียหายมากเท่าที่ตลาดประเมินไว้
คัดหุ้นเด่น 4 กลุ่ม รับจังหวะลงทุนครึ่งปีหลัง
เมย์แบงก์คัดเลือกหุ้นเด่น (Top Picks) ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ไฟแนนซ์ โรงไฟฟ้า ท่องเที่ยวและสายการบิน และโรงพยาบาล โดยมองว่าแต่ละกลุ่มมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวในช่วงครึ่งปีหลัง
กลุ่มไฟแนนซ์ แนะนำ TIDLOR หลังราคาหุ้นไฟแนนซ์โดยรวมปรับตัวลงมากกว่า 10% ขณะที่ประมาณการกำไรของกลุ่มลดลงเพียงราว 3% สะท้อนว่าราคาหุ้นอาจปรับลงแรงกว่าผลกระทบต่อพื้นฐานจริง โดยจุดแข็งของ TIDLOR อยู่ที่คุณภาพสินเชื่อที่ยังแข็งแรง เห็นได้จากอัตราสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL Ratio) ไตรมาส 1 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 1.48% จากเดิมที่เคยอยู่บริเวณ 1.6-2% ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงถึง 341% อีกทั้งบริษัทยังมีโครงการซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 4.2% ของทุนชำระแล้ว ซึ่งอาจช่วยรองรับราคาหุ้นในช่วงที่ตลาดยังผันผวน
กลุ่มโรงไฟฟ้า เลือก GPSC โดยมองว่ามีโอกาสได้ประโยชน์จากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มลดลงตามทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งจะช่วยหนุนส่วนต่างกำไรของโรงไฟฟ้าให้ดีขึ้น และยังมีปัจจัยบวกจากแผนพลังงานชาติ หรือ PDP ฉบับใหม่ โดยเฉพาะ PDP 2026 ที่คาดว่าจะเปิดโอกาสการลงทุนกำลังผลิตใหม่ ทั้งในพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้ากลุ่ม Conventional รวมถึงโอกาสที่ GPSC อาจรับสินทรัพย์จากกลุ่ม PTT ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนเพิ่มเติมในอนาคต
กลุ่มท่องเที่ยวและสายการบิน มองว่าแรงกดดันจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่เริ่มคลี่คลาย จะช่วยหนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน สายการบินทยอยเพิ่มกำลังการบินกลับมา ทำให้กลุ่มนี้มีโอกาสรับแรงหนุนจากความต้องการเดินทางที่สะสมไว้ก่อนหน้า (Pent-up Demand) ทั้งจากนักท่องเที่ยวทั่วไปและนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดยหุ้นเด่น ได้แก่ AOT, ERW และ BA
สำหรับ AOT มีจุดแข็งจากอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่สูงถึง 18% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยสนามบินในภูมิภาคที่อยู่ราว 6% อีกทั้งยังมีอัปไซด์จากการปรับขึ้นค่าจอดและค่าธรรมเนียมการลงจอดอีก 25-50% รวมถึงโอกาสเก็บค่าธรรมเนียมผู้โดยสารต่อเครื่อง (Transit Passenger) ที่อาจเพิ่มกำไรได้อีกราว 1.5 พันล้านบาท
ส่วน ERW มีจุดเด่นจากพอร์ตโรงแรมที่กระจายอยู่ในกรุงเทพฯ และพัทยาเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้ประกอบการที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่ภาคใต้ ขณะที่กำไรไตรมาส 2 คาดว่าจะเติบโตเด่นราว 30-40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้าน BA มีจุดแข็งจากโครงสร้างรายได้ที่ไม่ได้พึ่งพาค่าตั๋วเครื่องบินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรายได้จากสนามบินสมุย ธุรกิจภาคพื้นดิน และเงินปันผลจาก BDMS นอกจากนี้ ยังมี Dividend Yield ราว 5-6% ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจในช่วงที่ตลาดยังผันผวน
กลุ่มโรงพยาบาล เมย์แบงก์ปรับมุมมองเป็น Positive จาก 3 ปัจจัยบวกสำคัญ ได้แก่ การกลับมาของนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์จากตะวันออกกลาง, ปัญหาในฝั่งกัมพูชาที่เริ่มคลี่คลาย และโอกาสที่ประกันสังคมจะปรับขึ้นอัตราเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล
แม้ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลถูกขายลงแรงราว 13-17% จากความกังวลต่อสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ ผลกระทบต่อกำไรอาจไม่ได้มากเท่าที่ตลาดกังวล ประเมินว่าหากรายได้จากลูกค้าตะวันออกกลางลดลง 10% เป็นเวลา 3 เดือน กำไรของกลุ่มโรงพยาบาลปีนี้จะลดลงน้อยกว่า 1% เท่านั้น จึงสะท้อนว่า ราคาหุ้นโรงพยาบาลอาจถูกขายลงแรงเกินกว่าผลกระทบจริงต่อกำไร
หุ้นเด่นในกลุ่มโรงพยาบาล เลือก BH และ CHG โดย BH ได้ประโยชน์โดยตรงจากการกลับมาของลูกค้าตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 23% และคาดว่ากำไรมีโอกาสเติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า ส่วน CHG เป็นหุ้น Mid/Small Cap ที่มีจุดเด่นจากผลประกอบการไตรมาส 1 ซึ่งกำไรเติบโตโดดเด่นกว่ากลุ่มราว 10% และหากประกันสังคมมีการปรับขึ้นอัตราเบิกจ่าย อาจเพิ่มอัปไซด์ต่อกำไรให้ CHG ได้อีก 5-20%




