ไทวัสดุ เปิดโมเดล “Smart Green Retail Ecosystem” วางรากฐานค้าปลีกสีเขียว

0
20

ไทวัสดุ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าเพื่อบ้าน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยผลสำเร็จการพัฒนา “Smart Green Retail Ecosystem” โมเดลการบริหารจัดการพลังงานที่ผสานAI Smart Energy Management, Clean Energy และ Green Logisticsเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ตอบโจทย์ความผันผวนต้นทุนพลังงาน โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้  50,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับคาร์บอนมากกว่า 3.4 ล้านต้นหรือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดกว่า 95 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปีพร้อมลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์รวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

นายธนวัฒน์ จิรังคพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล โฮม  กล่าวว่า ความยั่งยืนเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว เพราะความได้เปรียบของธุรกิจค้าปลีกจะไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนสาขาหรือยอดขายเท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการพลังงาน ทรัพยากร และการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนพลังงานและความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ

ไทวัสดุ จึงพัฒนา “Smart Green Retail Ecosystem” เพื่อวางรากฐานธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ ผ่านการผสาน AI Smart Energy Management, Clean Energy และ Green Logistics เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างสมดุลในระยะยาว หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมสร้างคุณค่าร่วมให้กับลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน 3 กลไกหลัก ที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจ ได้แก่ AI Smart Energy Management, Clean Energy และ Green Logistics ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ระดับสาขา ระบบสาธารณูปโภค ไปจนถึงการขนส่งสินค้าและการส่งมอบถึงมือลูกค้า (Last-mile Delivery) ดังนี้

1)Smart Energy Management – ใช้ AI บริหารพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพสโตร์

•หนึ่งในต้นทุนสำคัญของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่คือระบบปรับอากาศ ซึ่งต้องทำงานต่อเนื่องตลอดเวลาทำการ ไทวัสดุจึงร่วมมือกับ Samsung นำระบบ Samsung SmartThings Pro และSmart HVAC มาใช้บริหารจัดการพลังงานภายในสโตร์ โดยนำร่องใน 3 สาขา ได้แก่ บางใหญ่ นครอินทร์ และสมุทรปราการ ซึ่งเป็นสาขาขนาดใหญ่และมีระยะเวลาการใช้งานระบบปรับอากาศยาวนาน

•ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลอุณหภูมิและรูปแบบการใช้งานแบบเรียลไทม์ ก่อนปรับการทำงานของระบบ HVAC ให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อผ่าน Dashboard กลาง ช่วยให้ทีมงานส่วนกลางสามารถติดตามการใช้พลังงาน สถานะอุปกรณ์ และตรวจพบความผิดปกติได้รวดเร็วขึ้นจากส่วนกลาง

ทั้งนี้ผลจากโครงการนำร่อง 3 สาขา พบว่า ช่วยควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำขึ้น 1–1.5 องศาเซลเซียส ลดการใช้พลังงานของระบบปรับอากาศได้เฉลี่ย10% ลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 192,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 24 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ทั้งนี้ หากผลการดำเนินงาน เป็นไปตามเป้าหมาย ระบบมีศักยภาพในการขยายการใช้งานเพิ่มอีก 28 สาขา รวมเป็น 31 สาขา  ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 2 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 248 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

2) Clean Energy – Solar Rooftop ผลิตไฟฟ้าสะอาด ลดต้นทุน สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน  

• ติดตั้งระบบ Solar Rooftop อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากโครงข่ายหลัก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน

•ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ไทวัสดุ และบีเอ็นบี โฮม ติดตั้ง Solar Rooftop แล้ว 86 สาขา ทั่วประเทศ มีกำลังผลิตติดตั้งรวม 74 เมกะวัตต์ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้ประมาณ 95 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 398 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 47,362 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ทั้งนี้บริษัทมีแผนเดินหน้าติดตั้งอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าให้ครอบคลุมทุกสาขาภายในสิ้นปี 2569 เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าไฟฟ้า และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว  

3) Green Logistics – ยกระดับโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ ด้วย EV Truck รองรับธุรกิจและการจัดส่งยุคใหม่

•นำ EV Truck มาใช้ในระบบขนส่งสินค้า ทั้งการขนส่งระหว่างศูนย์กระจายสินค้าไปยังสาขาและการจัดส่งถึงบ้านลูกค้า (Last-mile Delivery) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพการให้บริการ

•ปัจจุบัน มี EV Truck 27 คัน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 32 คันภายในปี 2569 คิดเป็น 17%
ของรถขนส่งทั้งหมด พร้อมแผนขยายฟลีทรถไฟฟ้าเพิ่มเฉลี่ย 5 คันต่อปี โดยคาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ประมาณ 901,000 ลิตรต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้กว่า 8.2 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ การใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้ายังช่วยลดเสียงรบกวนและมลพิษจากการขนส่งในพื้นที่ชุมชน  ทำให้การให้บริการจัดส่งสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนควบคู่กับคุณภาพการบริการ

“Smart Green Retail Ecosystem” คือการเชื่อมโยง  AI Smart Energy Management, Clean Energy และ Green Logistics ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การบริหารจัดการภายในสาขา การผลิตไฟฟ้าสะอาด ไปจนถึงการขนส่งสินค้า เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนแนวทางของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ที่ เติบโตบนพื้นฐานของประสิทธิภาพ ความรับผิดชอบ และความยั่งยืนพร้อมวางรากฐานสู่
การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว” นายธนวัฒน์ กล่าวสรุป

#เซ็นทรัลรีเทล #ไทวัสดุ #SmartGreenRetailEcosystem #ESG #NetZero