ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคง GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.0%

0
16

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.0% คาดครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยชะลอลงจากการส่งออกที่อ่อนแรง โดยมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยพยุงการบริโภคในไตรมาส 3/2569 ได้บางส่วน  โดยเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของมาตรการการค้าสหรัฐฯ และภาวะเอลนีโญ่ ซึ่งอาจกดดันให้เงินเฟ้อเร่งขึ้นในไตรมาส 4/2569 โดยคาดเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2569 ที่ 1.8% ขณะที่ กนง.มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ต่อเนื่อง

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด  กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังว่า จะชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งปีแรกจากการส่งออกที่อ่อนแรง และพื้นฐานกำลังซื้อครัวเรือนยังอ่อนแอ  โดยแรงหนุนจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะเห็นการเติบโตในไตรมาสที่ 3/69

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังเป็นแรงหนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ซึ่งจะเห็นเทรนด์ลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ FDI ยาวต่อเนื่องไปถึงปีหน้า อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นการลงทุนในระยะแรกๆ จึงจำเป็นต้อบงลงทุนในเรื่องเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ต้องนำเข้า ส่งผลให้เกิดภาวะขาดดุลการค้า  และกระทบถึงดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะขาดดุลตามไปด้วย 

ดร. ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมารุนแรง และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล แต่คาดว่าแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังเป็นไปตามที่คาดการณ์  โดยมองว่าสถานการณ์ได้ผ่านช่วงที่กดดันมากที่สุดไปแล้วในไตรมาส 2/2569 จึงยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 2.0%

โดยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงจากการส่งออกที่แผ่วลงหลังเร่งตัวสูงในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่การบริโภคยังฟื้นตัวอย่างเปราะบางภายใต้กำลังซื้อที่อ่อนแรง แม้ในไตรมาส 3/2569 จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ  

ทั้งนี้ในด้านความเสี่ยง ยังคงเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ความเสี่ยงจากเอลนีโญ่และมาตรการการค้าของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า

ด้านการลงทุนภาคเอกชนคาดว่า ยังขยายตัวในระดับสูงจาก FDI อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นจะจำกัดผลบวกต่อ GDP และกดดันดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดให้อ่อนแอลง  

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 1.00% จนถึงสิ้นปี 2569 อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนในตลาดตราสารหนี้อาจปรับสูงขึ้นตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเพราะปัจจัยจากฝั่งเงินดอลลาร์ฯ ทำให้ในช่วงที่เหลือของปียังต้องติดตามสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยของเฟดและสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ

สำหรับแนวโน้มสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลัง แต่คาดว่าสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่จะประคองแรงส่งเหนือ 5.0% YoY ได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ยังคงตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อในภาพรวมปี 2569 ไว้ที่ 0.5% YoY เนื่องจากการฟื้นตัวของสินเชื่อยังไม่กระจายถึงเอสเอ็มอี เช่นเดียวกับสินเชื่อรายย่อยที่ยังอยู่ในกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP (Debt Deleveraging)

ด้านคุณภาพสินเชื่อ สัดส่วนเอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์มีโอกาสขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 2.76% ต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 เข้าหากรอบคาดการณ์ที่ 2.80-3.00% ณ สิ้นปี 2569 แม้จะมีการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก แต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อาจส่งผลให้สัดส่วนหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไหลกลับมาเป็นเอ็นพีแอลในสัดส่วนที่สูงขึ้น

“คุณภาพสินเชื่อ ถ้าดู NPL ยังคงอยู่ในกรอบไม่เกิน 3% เนื่องจากสถาบันการเงินมีการปรับโครงสร้างหนี้ไปก่อนหน้านี้  แต่ประเด็นที่ต้องติดตามคือ ในการติดตามดูแลลูกหนี้กลุ่มนี้ไม่ให้กลับมาเป็น NPL อีกครั้ง โดยเฉพาะความสามารถในการชำระคืนเงินของรายย่อยหรือว่าเอสเอ็มอี  ในช่วงนี้อาจจะยังไม่ค่อยฟื้น อีกทั้ง Boud Yield ในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นมาก กลายเป็นต้นทุนของภาคเอกชน” 

ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศมีแนวโน้มลดลง สวนทางกับการนำเข้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 72% ของมูลค่านำเข้ารถยนต์ทั้งหมดของไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569

ทั้งนี้ ภาครัฐกำลังพิจารณามาตรการเพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่การผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้ง BEV และรถยนต์ไฮบริด โดยใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับจากการนำเข้าสู่การผลิตที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ดี การกำหนดเกณฑ์มูลค่าเพิ่มของชิ้นส่วนในประเทศและการกำกับติดตามการดำเนินการตามเงื่อนไขอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของมาตรการในระยะยาว หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยหนุนให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ของไทยพลิกกลับมาขยายตัวได้ในปี 2570 จากที่คาดว่าจะหดตัวประมาณ 1.8% ในปี 2569

#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #คงประมาณการGDPปี 2569 #FDI