“Krungsri Business Forum 2026”ชี้โลกเปลี่ยน ธุรกิจไทยต้องเร่งสร้าง “ขีดความสามารถใหม่

0
31

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จัดงานสัมมนาธุรกิจแห่งปี “Krungsri Business Forum 2026: The Business Battlefield” เปิดเวทีให้ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ ผู้นำธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การเงิน และเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนมุมมองและถอดรหัสความท้าทายของภาคธุรกิจไทยท่ามกลางกติกาโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ คว้าโอกาสใหม่ และปรับกลยุทธ์สู่การเติบโตที่แข็งแกร่งในสมรภูมิธุรกิจแห่งอนาคต

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  โลกธุรกิจกำลังอยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีที่เข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตลอดจนความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ดังนั้นคำถามสำคัญของผู้นำธุรกิจในวันนี้จึงไม่ใช่เพียง “จะปกป้องสิ่งที่มีได้อย่างไร” แต่รวมไปถึง “จะปรับเปลี่ยนธุรกิจอย่างไร เพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตภายใต้กติกาใหม่ของโลก”

“แม้ประเทศไทยจะแข็งแกร่ง ทั้งระบบนิเวศอุตสาหกรรม ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ในอาเซียน ศักยภาพของผู้ประกอบการ และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก แต่การเติบโตในระยะต่อไปจำเป็นต้องต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็นขีดความสามารถใหม่ แหล่งสร้างมูลค่าใหม่ และโอกาสใหม่ในการเติบโต”

โดยกรุงศรีพร้อมเป็น Trusted Partner ที่เข้าใจธุรกิจและพร้อมสนับสนุนลูกค้าในทุกช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ด้วยความเชี่ยวชาญภายใต้ ‘ONE Krungsri’ ที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ SME ลูกค้าญี่ปุ่น และลูกค้ารายย่อย ผสานกับเครือข่ายระดับโลกของ MUFG เพื่อช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนความไม่แน่นอนเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน เปลี่ยนโอกาสเป็นการลงทุน และเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ชาติ: เปลี่ยนความท้าทายโลก เป็นโอกาสขีดความสามารถใหม่

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาพิเศษ Thailand’s Next Competitive Advantage: Turning Global Challenges into National Opportunities โดยชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับทิศทางจากความได้เปรียบด้านต้นทุน (Cost Advantage) ไปสู่ความได้เปรียบด้านขีดความสามารถ (Capability Advantage) ด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ซึ่งภาครัฐดำเนินงานผ่าน “Thailand Square” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงการศึกษา การพัฒนาทักษะ การวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยีเข้าด้วยกัน

หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนจาก “ความเชี่ยวชาญของบุคคล (Individual Mastery)” ไปสู่ “ความเชี่ยวชาญของประเทศ (National Mastery)” ด้วยการลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเดิมและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้รับความไว้วางใจในเศรษฐกิจโลก

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ Thailand’s Future Economy: The Next Growth Engine in the Fragmented World โดยระบุว่า AI กำลังเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มผลิตภาพ (Productivity Engine) ดังนั้น ความร่วมมือในรูปแบบ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” จึงมีความสำคัญ โดยประเทศไทยต้องก้าวข้ามจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการลงทุนด้าน AI ไปสู่การเป็นผู้ใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การเติบโตระลอกใหม่

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยควรดำเนินควบคู่กันใน 3 ด้าน ได้แก่ การประคองเศรษฐกิจปัจจุบัน (Stabilize Today) การเร่งเปลี่ยนผ่าน (Transition Now) และการลงทุนเพื่ออนาคต (Invest for Tomorrow) เพื่อสร้างสมดุลในปัจจุบันและการวางรากฐานสำหรับการเติบโตในอนาคต โดยมุ่งให้อุตสาหกรรมเดิมสามารถปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ การพัฒนาทักษะของคนไทย  และการลงทุนที่กระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการไทยมากขึ้น

เจาะลึกภูมิรัฐศาสตร์และกติกาการแข่งขันยุคใหม่

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Executive Director, ASEAN Foundation ร่วมวิเคราะห์ในช่วงเสวนา “The War Room: Geopolitics, Power and the New Rules of Competition” ถึงร่วมแนวโน้มภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้าและการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Economic Decoupling & Friend-shoring) ว่า ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับห่วงโซ่อุปทานที่กระจายตัวมากขึ้น พร้อมเสนอแนะให้ภาครัฐและเอกชนจับมือกันปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบ ทั้งกฎหมาย กฎระเบียบ ทักษะแรงงาน และระบบสนับสนุนการลงทุน เพื่อปลดล็อกขีดความสามารถในการแข่งขันในอีก 10 ปีข้างหน้า

เสาหลักเศรษฐกิจแห่งอนาคต อาหาร โครงสร้างพื้นฐาน และยานยนต์

เวทีสัมมนาได้เจาะลึก 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), คุณสุจริต มัยลาภ กรรมการผู้จัดการอาวุโส และรักษาการกรรมการผู้จัดการธุรกิจการค้าในประเทศ บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน), ดร. คริส ออร์แรน Senior Department Manager, Group Discovery &Development, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ คุณดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงการยกระดับประเทศไทยจาก Kitchen of the World สู่ Global Food Innovation Hub โดยนำ Biotechnology, Precision Fermentation และ AI มาพลิกโฉมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารจากโภคภัณฑ์ (Commodity) สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High-Value Food Products) พร้อมแนะแนวทางให้ผู้ประกอบการ SME ไทยก้าวเข้าสู่ Global Food Value Chain อย่างแข็งแกร่ง

ด้านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอนาคตของประเทศ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี, ดร. วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน, คุณเลอบุญ อุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยอธิบดีช่วยปฏิบัติราชการรองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา, คุณจีน มอนสัน Director of Project Finance Department, Asia Investment Banking Division, MUFG และ คุณประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ร่วมชี้ให้เห็นว่า พลังงานสะอาดที่มั่นคง โครงข่ายดิจิทัลที่รองรับ Data Center ระบบไฟฟ้า Smart Grid และการบริหารจัดการน้ำ คือสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ทั้งนี้ กรุงศรีและ MUFG พร้อมสนับสนุนเครื่องมือทางการเงินและการระดมทุน (Project Finance) เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำของไทย

ปิดท้ายด้วยการทรานส์ฟอร์มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดย คุณโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด, คุณวรวรรณ นรสุชา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุน 2 รักษาการที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ คุณโคเฮอิ โอโมริ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะถึงการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) สู่ ยุคของ Mobility ที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่รวมถึงเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ (Connectivity) และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ไปจนถึง Semi-Conductor ซึ่งประเทศไทยมี Ecosystem ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือต้องเร่งยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้พร้อมเชื่อมต่อกับ Supply Chain อุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก เพื่อรักษาความเป็นศูนย์กลางยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility Hub) ของอาเซียน

#กรุงศรี #KrungsriBusinessForum2026