K EV SHOP ศูนย์รวมข้อเสนอพิเศษจากผู้ผลิตรถ BEV ลีสซิ่งกสิกรไทย จัดใหญ่ให้ลูกค้า K PLUS

0
74

ลีสซิ่งกสิกรไทย ผู้นำตลาดสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า เปิดตัว “K EV SHOP” รวมข้อเสนอพิเศษสุดจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำและลีสซิ่งกสิกรไทย ด้วยแคมเปญอัตราดอกเบี้ยพิเศษพร้อมรับบัตรของขวัญมูลค่า 2,000 บาท แก่กลุ่มลูกค้า K PLUS สอดรับนโยบายมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน ESG ของธนาคารกสิกรไทย

นายธีรชาติ  จิรจรัสพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงการเปิดตัว “K EV SHOP” ว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการขายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์พันธมิตรของลีสซิ่งกสิกรไทย ให้เข้าถึงฐานลูกค้า K PLUS กว่า 21.4 ล้านราย เพื่อนำเสนอแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยใช้ Data Analytics วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าใหม่และนำเสนอผลิตภัณฑ์แบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย

โดยช่วงแรก  พันธมิตรรถยนต์ตอบรับเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ Audi, MG, Neta, AION, Porsche และ BYD  โดยลูกค้าเลือกแบรนด์รถยนต์ที่โดนใจที่ร่วมรายการกับลีสซิ่งกสิกรไทย สมัครสินเชื่อรถไฟฟ้าใหม่ผ่านช่องทาง K EV SHOP จะได้รับบัตรของขวัญเซ็นทรัลมูลค่า 2,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2566  คลิกสมัครสินเชื่อรถได้ที่ www.kasikornbank.com/th/personal/autoloan/pages/k-ev-shop.aspx

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินแนวโน้มของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2566 ว่า รถยนต์ BEV มีโอกาสทำยอดขายได้สูงถึง 68,000 คัน เพิ่มขึ้น 405% (YoY) หลัง 8 เดือนแรกมียอดขาย41,844 คัน ผลักดันให้ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ BEV ในตลาดรถยนต์รวมไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 8.6% จาก 1% ในปี 2565  โดยภาพรวมการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสอดคล้องกับการขยายตัวของยอดสินเชื่อรถไฟฟ้าใหม่ของลีสซิ่งกสิกรไทย 

สำหรับแนวโน้มปี 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มีการทยอยเข้ามาเพิ่มเติมของรถยนต์ BEV ค่ายใหม่ๆ ในตลาด ทั้งจากจีน เกาหลี และการลุยตลาด BEV ของค่ายญี่ปุ่นบางราย ส่งผลให้ตลาดยิ่งจะมีความคึกคักขึ้น รถยนต์ BEV จึงน่าจะมีโอกาสทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นไปถึง 85,000-100,00 คัน หรือขยายตัวระหว่าง 25%-47% โดยคาดการณ์ว่าในช่วง 1-2 ปีนี้ รถยนต์นั่ง BEV ที่มีระดับราคา 1 ล้านบาทขึ้นไป จะเป็นกลุ่มที่ได้รับการตอบรับดีด้านยอดขายต่อเนื่องมากกว่ารถยนต์นั่งกลุ่มอื่น โดยคาดการณ์ว่ารถยนต์นั่งไฟฟ้าจะมีส่วนแบ่งของยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 17% ของรถยนต์นั่งทั้งหมดในปี 2566 และขยับเป็น 21% ในปี 2567 ภายใต้มุมมองที่ระมัดระวังจากปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นผนวกกับการปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวัง และประเด็นความต่อเนื่องด้านนโยบายของภาครัฐ 

นายธีรชาติ กล่าวถึงผลประกอบการของลีสซิ่งกสิกรไทย ในช่วง 9 เดือนของปี 2566 ว่าสามารถขยายฐานสินเชื่อหรือยอดคงค้างสินเชื่อ (Outstanding Loan) เพิ่มขึ้น 13%  สัดส่วนการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ แบ่งเป็นรถสันดาป 72.5%  รถยนต์ไฟฟ้า 27.5% โดยมีส่วนแบ่งการตลาดของสินเชื่อรถไฟฟ้าแบรนด์พันธมิตรหลักกว่า 21%  และมียอดธุรกิจเติบโตถึง 400% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งสูงกว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของตลาดที่เติบโตประมาณ 340% รวมถึงมีสัดส่วนของยอดธุรกิจสินเชื่อรถใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้า (BEV New Business) ที่เพิ่มขึ้นตามลำดับและลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าธนาคารกสิกรไทยที่มีคุณภาพหนี้ที่ดี

สำหรับการพัฒนาแพลตฟอร์มแคมเปญสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า K EV SHOP จะเชื่อมต่อให้ลูกค้าสามารถสมัครสินเชื่อได้ด้วยตนเองผ่านแพลตฟอร์ม  Digital Self-Apply ที่ได้เปิดให้บริการไปก่อนหน้า พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย ถือเป็นการนำร่องการยกระดับมาตรฐานการให้บริการสินเชื่อให้กับลูกค้าในยุคดิจิทัล 

ทั้งนี้ลีสซิ่งกสิกรไทยได้เตรียมการพัฒนาการเชื่อมต่อ API กับแพลตฟอร์มของผู้ผลิตรถยนต์ที่เป็นพันธมิตรกับบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเริ่มต้นตั้งเป้าหมายว่าโครงการนี้จะช่วยผลักดันการขายรถยนต์ไฟฟ้าของพันธมิตร ให้มีส่วนแบ่งการตลาดการให้สินเชื่อรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3-5% รวมเป็น 25% มีสัดส่วนลูกค้าที่สมัครขอสินเชื่อรถยนต์จากช่องทางออนไลน์เป็น 10% ภายใน 3 ปี 

“ลีสซิ่งกสิกรไทยยังคงเดินหน้านำเสนอโครงการที่สอดรับนโยบายเพื่อความยั่งยืนหรือ ESG ของธนาคารกสิกรไทย เพื่อสนับสนุนการสร้างสังคมสีเขียวให้เกิดขึ้นจริง  ด้วยการออกแคมเปญเชิงรุกผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตรของบริษัท โดยใช้แพลตฟอร์มต่างๆของธนาคาร และ K PLUS เป็นศูนย์กลางเพื่อเพิ่มประสบการณ์การขอสินเชื่อรถยนต์ที่ดีและไร้รอยต่อให้กับลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย” นายธีรชาติกล่าวสรุป