บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศกลยุทธ์ ‘Accelerating Bangchak 100x: Pivoting toward Energy Security and Sustainability’ ตั้งเป้าเติบโตก้าวกระโดด EBITDA เพิ่มขึ้น 100% ภายในปี 2571 เร่งยกระดับศักยภาพการแข่งขัน พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น 5 กลุ่มหลัก มุ่งสร้าง Synergy ระหว่างหน่วยธุรกิจ เสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บางจากฯ ดำเนินธุรกิจในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก ขยายธุรกิจพลังงานครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ในปี 2567 มีสินทรัพย์รวมกว่า 316,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5 เท่า จาก 59,000 ล้านบาทในปี 2553 สะท้อนถึงศักยภาพองค์กรที่สามารถปรับตัว เปลี่ยนผ่าน และสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
โดยกลยุทธ์ Bangchak 100x มุ่งลงทุนที่สร้างผลตอบแทน ควบคู่กับการขยายงานในระดับสากล เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Top Tier TSR) ซึ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงกว่าคู่แข่ง ขณะเดียวกันก็มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการลงทุนเพื่อรองรับอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงโมเลกุลสะอาด (Clean Molecules – Future Proof) พลังงานทางเลือกที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศ และตอบโจทย์ความยั่งยืนในระยะยาว
ปัจจุบันแม้โลกจะเร่งผลักดันการลดคาร์บอน แต่รายงานจากหลายสำนักยังบ่งชี้ว่าไฮโดรคาร์บอนจะคงเป็นพลังงานหลักของเศรษฐกิจโลกจนถึงปี 2593 ดังนั้นเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจหลัก พร้อมแสวงหาโอกาสเติบโตในธุรกิจอนาคต จึงจัดงบลงทุนรวม 35,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2569–2571 สำหรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ที่แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้
1.กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และพลังงานชีวภาพ บริหารโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาแบบ One Team เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ขยายกำลังการกลั่นรวมจาก 265,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2568 เป็น 285,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2571 และมากกว่า 290,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2573 ควบคู่กับการลงทุนใน SAF และ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) รวม 7,000 บาร์เรลต่อวันภายในปี 2570 (SAF 5,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ภายในเดือนมิถุนายน 2569)
ด้านพลังงานชีวภาพ เดินหน้าขยายกำลังการผลิตเอทานอลเป็น 292 ล้านลิตรต่อปีตั้งแต่ปี 2569 และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินเครื่องโรงงานไบโอดีเซลสู่กำลังการผลิตเต็มที่ 330 ล้านลิตรต่อปี เสริมสร้างซินเนอร์ยีระหว่างหน่วยธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ด้านการตลาด มุ่งขยายสถานีบริการเป็นราว 2,300 แห่งในปี 2568 และมากกว่า 2,300 แห่งภายในปี 2571 พร้อมตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดน้ำมันจาก 29% ในปี 2568 เป็นมากกว่า 33% ในปี 2573 ควบคู่กับการผลักดันธุรกิจ Non-Oil ทั้งอินทนิลและค้าปลีก โดยตั้งเป้าให้ EBITDA ของธุรกิจนี้เติบโต 3 เท่าภายในปี 2571
2.กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน เป็นกลุ่มธุรกิจหลักใหม่ ที่ยกระดับจากการสนับสนุนโรงกลั่น สู่ธุรกิจหลักที่สร้างผลตอบแทน โดยมุ่งพัฒนาการซื้อขายพลังงานแบบมีสินทรัพย์รองรับ ใช้ความได้เปรียบจากการมีโรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน และระบบขนส่งที่ครอบคลุมเป็นฐานในการขยายตลาด ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านราคาและปริมาณ ขยายทั้งปริมาณและมูลค่าการซื้อขายในประเทศและภูมิภาค
3.กลุ่มธุรกิจต้นน้ำ ตั้งเป้าเป็นผู้ดำเนินธุรกิจแหล่งปิโตรเลียมระยะกลางชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ประสบการณ์ระดับสากลจากนอร์เวย์ บริหารแหล่งผลิตให้มีประสิทธิภาพ เสริมความคล่องตัวและกระแสเงินสดมั่นคง พร้อมพิจารณาการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและการเติบโตระยะยาว
4.กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ต่อยอดพลังงานหมุนเวียนสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์ ได้แก่ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA เป็น 7,000 ล้านบาท ภายในปี 2571 ผ่านการบริหารพอร์ต เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและหมุนเวียนทุน (Return & Capital Recycling)
5.กลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ มุ่งสร้างการเติบโตผ่านการขยายศักยภาพธุรกิจหลัก ทั้งด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจการกลั่นและการตลาด ควบคู่กับการลงทุนใหม่มูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคต โดยเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ทันสมัย และการพัฒนาพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ อาทิ Bio-LNG, Nuclear Fusion, กรีนแอมโมเนีย และเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ตลอดจนเทคโนโลยีชีวภาพและระบบแบตเตอรี่ เพื่อเสริมพลังให้ธุรกิจหลัก ขยายโอกาสใหม่ และสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน
“การปรับโครงสร้างธุรกิจ จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว โดยมุ่งสร้าง Synergy ระหว่างหน่วยธุรกิจให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ควบคู่กับการเร่งกลไกการเติบโตใหม่ผ่านธุรกิจการค้าน้ำมันและธุรกิจต้นน้ำ การปรับบทบาท BCPG ให้เป็นผู้ดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน รองรับทั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนและรายได้ที่มั่นคง รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตผ่านกองทุน CVC มูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อวางรากฐานให้องค์กรก้าวนำการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ”
สำหรับเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2571 EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) จะเติบโต 100% อยู่ที่ 80,000 ล้านบาท จากปี 2567 ที่ 40,409 ล้านบาท พร้อมตอกย้ำผู้นำด้านความยั่งยืน โดยมุ่งสู่การจัดอันดับ Top 1% ESG Ranking และ Top 5% ของดัชนี DJSI ควบคู่ไปกับการลดความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอน รวมไปถึงการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินภายใต้วินัยการลงทุนที่เข้มงวด
นอกจากนี้ยังมีแผนงานซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี เนื่องจากราคาหุ้นของบางจากในปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น บริษัทจึงวางแผนซื้อหุ้นคืนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น และเสริมความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโต โดยจะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดภายในปี 2568 นี้
“บางจากฯ เดินหน้าอย่างเร่งรัดและมีวินัย รักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 จึงกำหนดกลยุทธ์ ‘Accelerating Bangchak 100x: Pivoting toward Energy Security and Sustainability’ เพื่อตอบโจทย์ในทุกมิติ” นายชัยวัฒน์กล่าวสรุป







