กสิกรไทย กางแผนปี 2569 เติบโตอย่างสมดุล

0
8

กสิกรไทย ประกาศเป้าหมายปี 2569 เติบโตอย่างสมดุล ท่ามกลางความท้าทาย เดินหน้ายกระดับยุทธศาสตร์ “3+1 และ Productivity” ด้วยกลยุทธ์ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Strategy)” สร้างความสัมพันธ์ทุกกลุ่มลูกค้าทุกให้แน่นแฟ้นและยั่งยืน 

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า กลยุทธ์ของธนาคารกสิกรไทยยังคงมุ่งเน้นไปที่การเติบโตอย่างสมดุล เสริมความแข็งแกร่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยธนาคารได้กําหนดเป้าหมายทางการเงินประจำปี 2569 ดังนี้

-สินเชื่อ เติบโต 0-2% สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายต่างๆ โดยเน้นการเติบโตสินเชื่อคุณภาพ สินเชื่อที่มีหลักประกัน และกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ พร้อมต่อยอดความแข็งแกร่งด้านสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

-ผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM): อยู่ที่ 2.75-2.95% สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและการเติบโตของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพ

-การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Net Fee Income Growth): เติบโตที่ Mid-to-high single-digit โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการขยายบริการโซลูชันด้านการบริหารความมั่งคั่ง และความเป็นผู้นำด้านบริการชำระเงินทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน

-ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio): อยู่ที่ Mid-40s โดยเน้นการดำเนินมาตรการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับแรงกดดันจากการเติบโตของรายได้ที่มีความท้าทาย

-เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio – Gross): น้อยกว่า 3.25% ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน

-อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Credit Cost): อยู่ที่ในช่วง 140-160 bps (Normalized Level) โดยบริหารความเสี่ยงรอบคอบและระมัดระวัง อีกทั้งยังมีสถานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งเพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 2569  ธนาคารจะยกระดับยุทธศาสตร์ “3+1 และ Productivity” ด้วยกลยุทธ์ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Strategy)”  ให้ความสำคัญต่อความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงชีวิตและทุกบริบททางธุรกิจ ทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคล ผู้ประกอบการ และลูกค้าธุรกิจ ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างรอบด้าน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง ดังนี้

1) กลุ่มลูกค้าบุคคล (Retail): ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีศักยภาพและต้องการสร้างการเติบโต รวมทั้งลูกค้าที่ต้องการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ครอบคลุม (High value, High growth, Underpenetrated segments) อาทิ คนทำงานรุ่นใหม่และมืออาชีพที่มีการจับจ่ายใช้สอยและแสวงหาบริการทางการเงิน เพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตและเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงวัย  

-วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต เพื่อพัฒนาและนำเสนอโซลูชันที่เหมาะสม  

-ขยายฐานลูกค้าคุณภาพ ผ่านโซลูชันต่าง ๆ ทั้งสินเชื่อ การลงทุน ประกันชีวิต และบริการชำระเงินแบบครบวงจร

-ยกระดับการเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจ ผ่านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

2) กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ (SME): มุ่งเน้นผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีการเติบโตและมีคุณภาพ เพื่อปลดล็อคศักยภาพผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างยั่งยืน

-นำเสนอโซลูชันทั้งสินเชื่อและไม่ใช่สินเชื่อ ที่ตอบโจทย์ตามความต้องการแบบองค์รวม เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

-ให้บริการที่ปรึกษาธุรกิจโดยผู้ดูแลที่มีความเชี่ยวชาญ พัฒนาโซลูชันทางการเงินที่สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละช่วงของวงจรชีวิตธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของผู้ประกอบการ SME

3) กลุ่มลูกค้าธุรกิจ (Corporate): ให้ความสำคัญกับธุรกิจในประเทศที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ  สนับสนุนการเติบโตธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ ตอบโจทย์ธุรกิจทั้งในประเทศและการค้าข้ามพรมแดน

-พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของโซลูชันที่ออกแบบเฉพาะให้สอดคล้องกับระบบนิเวศและห่วงโซ่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของลูกค้า เพื่อสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างรอบด้าน

-ยกระดับการให้บริการด้านระบบการชำระเงินและธุรกรรมทางการเงินที่เฉพาะเจาะจงตามอุตสาหกรรม เสริมสร้างความเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว รวมถึงการพัฒนาโซลูชันการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ออกแบบเฉพาะ

โดยผนึกรวมกับยุทธศาสตร์ “3+1 และProductivity” ที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้าอย่างต่อเนื่องอันได้แก่

ยุทธศาสตร์หลักที่ 1 ยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพด้านสินเชื่อ  เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ให้สินเชื่ออย่างรอบคอบด้วยกระบวนการเครดิตและจัดการความเสี่ยงเชิงรุก และผสาน Data & AI ส่งมอบสินเชื่อช่วยผลักดันศักยภาพลูกค้าบุคคลและธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

ยุทธศาสตร์หลักที่ 2 การขยายธุรกิจรายได้ค่าธรรมเนียม ผ่านโซลูชันทางการเงินที่ครบวงจรและบริการที่เชื่อถือได้ ในทุกดิจิทัลแพลตฟอร์ม ทั้งการชำระเงินในประเทศ และระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันจำนวนธุรกรรมออนไลน์ผ่านธนาคารมีปริมาณ 30% ของธุรกรรมทั้งหมดในประเทศไทย   การเป็นที่ปรึกษาการลงทุนด้วยโซลูชันตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า  จากความแข็งแกร่งของพันธมิตรระดับโลกผสานความเชี่ยวชาญในประเทศ ต่อยอดความเป็นผู้นำของกองทุนของ บลจ. กสิกรไทย ด้านกองทุนรวมที่มีมูลค่า AUM สูงสุด และความเป็นผู้นำของธนาคารในธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ ครองอันดับหนึ่งด้านเบี้ยประกันใหม่ในผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต

ยุทธศาสตร์หลักที่ 3 การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางต่าง ๆ ภายใต้กลยุทธ์ “Digital First Experience” มุ่งเน้นช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก ผ่าน K PLUS โมบายแบงกิ้งสำหรับลูกค้ารายย่อย และ K BIZ แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งรองรับความต้องการของลูกค้าหลากหลายและมีประสิทธิภาพ ครองอันดับ 1 Net Promoter Score: NPS ในกลุ่มธุรกิจธนาคารในประเทศไทย จากการสำรวจของบริษัทนีลเส็นไอคิว (NielsenIQ) อย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนผู้ใช้ K PLUS เพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านรายในปี 2568 เป็น 24.2 ล้านราย

ขณะที่ยุทธศาสตร์ ‘บวกหนึ่ง’ การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะกลางและระยะยาว มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตโฟลิโอธุรกิจระหว่างประเทศ และขยายพอร์ตโฟลิโอด้านนวัตกรรมและธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต เพื่อให้มั่นใจถึงผลตอบแทนต่อเงินลงทุนในระยะยาว รวมทั้งยุทธศาสตร์ด้านการเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพจากการดำเนินงานให้มากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้ประโยชน์จาก AI ควบคู่กับความเชี่ยวชาญของพนักงาน

“ การดำเนินธุรกิจด้วยยุทธศาสตร์ “3+1 และ Productivity” พร้อมกลยุทธ์ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Strategy)”  จะช่วยให้ธนาคารลูกค้าปรับตัวและเติบโตได้อย่างสมดุล ภายใต้สภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่ยังคงเผชิญความท้าทายต่างๆ ทั้งจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ  การท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตชะลอตัวลงจากปีก่อน ด้วยอัตราการขยายตัวที่ 1.6%” สาวขัตติยา กล่าวสรุป