CIMB THAI เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘My Bond’ ดันยอดซื้อขายโต 50%   

0
28

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  พัฒนา ‘CIMB My Bond’ ฟีเจอร์ล่าสุดบนแอปพลิเคชัน CIMB THAI ที่ออกแบบมาเพื่อเป็น ‘ผู้ช่วยส่วนตัว’ ของนักลงทุนหุ้นกู้   ที่เช็คได้ทุกการเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ ทั้งพอร์ต-ดอกเบี้ย-รายรับ-ปฏิทินแจ้งเตือน พร้อมพลิกโฉมวงการสู่ยุคหุ้นกู้ไร้ใบ ด้วยบริการใหม่รับฝากใบหุ้นกู้ถึงบ้านลูกค้า ซื้อง่าย-ขายคล่อง ครบจบในแอปเดียว

นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า CIMB THAI มีบทบาทสำคัญในตลาดหุ้นกู้มาอย่างต่อเนื่อง โดยครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาดตราสารหนี้ในไทย  21.7%  มีสภาพคล่องอันดับ 1 ในตลาดรอง โดยธนาคารเป็นตัวกลางรับซื้อ-ขายหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดอย่างต่อเนื่อง พอร์ตหุ้นกู้ของลูกค้า CIMB จึงมีสภาพคล่องสูงกว่าการถือครองทั่วไป  อีกทั้งมูลค่าการซื้อขายสะสมรวมกว่า 1,000,000 ล้านบาท พิสูจน์ถึงความมีเสถียรของระบบหลังบ้านและความไว้วางใจของนักลงทุน  บวกกับความเชี่ยวชาญระดับภูมิภาคในฐานะส่วนหนึ่งของ CIMB Group ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงตลาดทุนทั่วอาเซียน จึงคัดสรรผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ที่หลากหลายและมีคุณภาพระดับ Investment Grade  ซึ่งการันตีความเป็นเจ้าตลาดตราสารหนี้ด้วยรางวัลระดับโลก จากสถาบันชั้นนำ อย่าง  The Asset Triple A หรือ ThaiBMA ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับหุ้นกู้และตลาดรองมาอย่างต่อเนื่องทุกปี

ล่าสุด ได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ CIMB My Bond เครื่องมือยกระดับประสบการณ์ของนักลงทุนอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ช่วยส่วนตัว 24 ชั่วโมง ที่รวมทุกความต้องการของนักลงทุนหุ้นกู้มาไว้บนแอป CIMB THAI ดังนี้

  • Bond Portfolio View แสดงภาพรวมพอร์ตพันธบัตรและหุ้นกู้ทั้งหมดที่ฝากไว้กับธนาคาร สรุปข้อมูลสำคัญในหน้าจอเดียว
  • Bond Information Hub ศูนย์รวมข้อมูลพันธบัตรและหุ้นกู้ พร้อมรายละเอียดสำคัญที่นักลงทุนควรรู้ ช่วยเสริมความมั่นใจในการตัดสินใจลงทุน
  • Interest & Principal Income Tracker ติดตามกระแสเงินสดจากการลงทุนทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น เห็นภาพรวมรายได้ชัดเจนทั้งรายเดือนและรายปี ช่วยวางแผนการเงินได้อย่างแม่นยำ
  • Corporate Event Calendar ไม่พลาดทุกวันสำคัญของหุ้นกู้ ทั้งวันจ่ายดอกเบี้ยและวันคืนเงินต้น

พร้อมกันนี้ได้ต่อยอดสู่บริการพิเศษสำหรับลูกค้า CIMB THAI และ CIMB Preferred ที่ถือครองหุ้นกู้ในรูปแบบใบหุ้นจริง ด้วยบริการรับฝากใบหุ้นกู้  โดยลูกค้า CIMB THAI สามารถฝากใบหุ้นกู้ผ่านไปรษณีย์มายังธนาคาร เพื่อนำเข้าสู่ระบบและแปลงเป็นหุ้นกู้ไร้ใบ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

สำหรับลูกค้า CIMB Preferred ที่มีเงินฝากหรือเงินลงทุนกับธนาคาร 3 ล้านบาทขึ้นไป ธนาคารมอบเอกสิทธิ์พิเศษโดยส่งเจ้าหน้าที่ไปรับใบหุ้นกู้จริงถึงที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

ทั้งนี้บริการฝากใบหุ้นกู้ของ CIMB THAI เปิดกว้างรองรับหุ้นกู้จากทุกสถาบันการเงิน ไม่จำกัดเฉพาะหุ้นกู้ที่ซื้อจากธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  เพื่อช่วยนักลงทุนลดความเสี่ยงจากการเก็บรักษา เพิ่มความคล่องตัวในการซื้อขายเปลี่ยนมือ เห็นภาพรวมพอร์ต ตรวจสอบยอด และบริหารการลงทุนได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านบัญชีเพื่อการลงทุน ครบจบในแอปเดียว ตอบโจทย์ทุกมิติของการวางแผนการเงินในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

นายภูดินันท์ กล่าวถึงตลาดหุ้นกู้ไทยในปี 2569 ว่ามีโอกาสปรับตัวดีขึ้นจาก 3 ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่  1) ความชัดเจนทางการเมืองหลังการจัดตั้งรัฐบาลในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 2) อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าจะปรับลดอีก 1 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ออกอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง สนับสนุนการฟื้นตัวของกำไรและเอื้อต่อการแคบลงของ credit spread  3) มาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นของภาครัฐ ช่วยยกระดับมาตรฐานตลาดและเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน

โดยธนาคารแนะนำให้ผู้ลงทุนทยอยสะสมหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดี ระดับ Investment Grade (BBB- ขึ้นไป) ในช่วงที่ credit spread ยังอยู่ในระดับจูงใจ  ขณะเดียวกันลูกค้าที่ถือพันธบัตรออมทรัพย์พิจารณาขายทำกำไรในตลาดรอง แล้วนำเงินกลับมาลงทุนออมหุ้นกู้เอกชนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน  หรือผู้ที่เน้นความมั่นคงของเงินต้น ออมพันธบัตรรัฐบาลอายุประมาณ 20 ปี ซึ่งให้ผลตอบแทนน่าสนใจ และหาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี พันธบัตรระยะยาวมีโอกาสสร้างกำไรจากการขาย นอกเหนือจากผลตอบแทนดอกเบี้ยที่ได้รับอยู่แล้ว ช่วยเพิ่มผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตตราสารหนี้

ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้ายอดซื้อขายหุ้นกู้ลูกค้ารายย่อยที่ 22,500 ล้านบาท  เติบโต 50% จากปีก่อนหน้า  และมุ่งขยายสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) ในกลุ่ม Wealth Management  ให้เติบโตเป็น 3 เท่าภายใน 5 ปีข้างหน้า (ปัจจุบันมีอยู่ราว 300,000 ล้านบาท) เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้นักลงทุนไทย   และรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ในตลาดตราสารหนี้ (Secondary Bond Market) ซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 21.7%