สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9 เร่งสร้างสตาร์ตอัปเฮลธ์เทคด้วย SPEAR H Accelerator แพลตฟอร์มเร่งการเติบโตสตาร์ตอัปด้านการแพทย์และสุขภาพ ผ่านกลไก Regulatory Sandbox เชื่อมโยงเครือข่ายตลาดและพันธมิตรธุรกิจ พร้อมเงินทุนสูงสุดรายละ 5 ล้านบาท เร่งเฮลธ์เทคไทยใช้งานได้จริง พร้อมเป้าหมายระยะยาวดันไทยสู่ Health Tech Innovation Hub ของภูมิภาค
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวถึงตลาดเฮลธ์เทคว่า มีทิศทางเติบโตแบบก้าวกระโดดจากหลายปัจจัย ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น การหาตัวช่วยบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มโรงพยาบาล รวมถึงพฤติกรรมที่ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพที่สะดวก รวดเร็ว และมีความเป็นเฉพาะบุคคลมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าเฮลธ์เทคและตลาดดิจิทัลเฮลธ์ทั่วโลกเพิ่มจาก 312.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็น 387.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และมีแนวโน้มทะลุ 2.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 22–25% ต่อปี
การเติบโตของเฮลธ์เทค สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจโลก หลายประเทศจึงยกให้อุตสาหกรรมนี้เป็นวาระสำคัญ และมีนโยบายเร่งพัฒนาสตาร์ตอัปในกลุ่มเฮลธ์เทคให้เติบโตผ่านการจัดตั้งพื้นที่ทดสอบแนวคิดนวัตกรรม (Regulatory Sandbox) การลงทุนในกองทุนเฉพาะทาง การเชื่อมโยงตลาดกับโรงพยาบาลและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ห้องวิจัยสู่การใช้งานจริง ยกระดับคุณภาพการรักษา เพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว
NIA จึงพัฒนาโครงการ SPEAR H HealthTech Accelerator โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และ รพ. พระราม 9 ออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มครบวงจร ตั้งแต่การยกระดับโมเดลธุรกิจ การเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบผ่านกลไก Regulatory Sandbox การเข้าถึงพื้นที่ทดสอบจริงในโรงพยาบาล ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับนักลงทุนและพันธมิตรเชิงพาณิชย์ หัวใจสำคัญในการลด Time-to-Market ของนวัตกรรมการแพทย์ และเพิ่มโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายสร้างจุดเปลี่ยนให้ไทยก้าวข้ามจากผู้ใช้นวัตกรรมเฮลธ์เทคไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพิ่มโอกาสการขยายตลาดต่างประเทศในอนาคต ตลอดจนสร้างผู้ประกอบการที่มีศักยภาพพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึกที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของประเทศในภาพรวม
“SPEAR H ช่วยปิด Pain Point เรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสตาร์ทอัพ ที่ใช้เงินลงทุนสูง ระยะพัฒนายาว และต้องผ่านการรับรองมาตรฐานทางการแพทย์ ซึ่งช่วงหลังโควิด-19 เงินลงทุนในเฮลธ์เทคทั่วโลกแตะหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และกองทุน Venture Capital รวมถึง Corporate Venture Capital ในเอเชียขยายพอร์ตเข้าสู่เทคโนโลยีการแพทย์อย่างชัดเจน SPEAR H จึงเป็นกลไกด้านการเงินแบบครบวงจร ตั้งแต่การสนับสนุน Market Testing Fund การเชื่อมต่อและเปิดโอกาสให้พบปะนักลงทุน ตลอดจน Fast Track สู่โอกาสรับทุนสนับสนุนจาก NIA มูลค่าสูงสุดรายละ 5 ล้านบาท เพื่อขยายผลนวัตกรรมสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม
รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และนักลงทุน จึงออกแบบ SPEAR H ให้เป็นแพลตฟอร์ม “บ่มเพาะและเร่งสปีดนวัตกรรม” อย่างเป็นระบบ สนับสนุนตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การออกแบบ Business Model การให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายพันธมิตร เพื่อผลักดันสตาร์ตอัปให้เติบโตได้เร็วและแข็งแรงขึ้น
โดยหัวใจสำคัญของโครงการคือ การเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปได้ทดสอบทางคลินิก ในเครือข่ายโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมหิดล และ โรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ลดช่องว่างระหว่างนวัตกรรมกับการใช้งานจริง พร้อมทั้งสนับสนุนกระบวนการ Regulatory Sandbox ที่เอื้อต่อการทดสอบเทคโนโลยีภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด
“โครงการ SPEAR H เริ่มต้นจากสตาร์ทอัปที่มีความพร้อม และเร่งผลักดันจาก ‘พร้อมใช้’ ไปสู่ ‘พร้อมลงทุน’ และ ‘พร้อมขยายตลาด’ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม Health Tech ไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน”
นายแพทน์รัฐ ปัญโญวัฒน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการ และผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสารสนเทศ โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด กล่าวว่า นวัตกรรมไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่ต้องเป็นโซลูชันที่ผสานเข้ากับระบบบริการได้จริง เพื่อยกระดับทั้งคุณภาพการรักษา และประสบการณ์ของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการพิจารณาเลือกนวัตกรรมของโรงพยาบาล ให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ Patient Experience, Clinical Outcome และ Operational Efficiency เพื่อให้บุคลากรทำงานได้คล่องตัวขึ้น และมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการสตาร์ตอัป ควรมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ชัดเจน เข้าใจ Patient Journey อย่างลึกซึ้ง ให้ความสำคัญกับ มาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วยและเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในโครงการ SPEAR H : HealthTech Accelerator จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้นวัตกรรม HealthTech ไทยได้รับการพัฒนา และสามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบบริการสุขภาพ สร้างประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการ โรงพยาบาล และที่สำคัญที่สุดคือเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้โครงการ SPEAR H: Health Tech Accelerator เปิดรับผู้ประกอบการสตาร์ทอัปในกลุ่มนวัตกรรมทางการแพทย์ – สุขภาพที่จดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว มีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่พร้อมออกสู่ตลาดและมีรายได้แล้ว เข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะนวัตกรรม และการดำเนินธุรกิจ พร้อมโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อการเติบโตทางธุรกิจ
สตาร์ทอัปที่สนใจ สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่ https://forms.gle/FEqxWUT19qGWQoPW6 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://int.mahidol.ac.th/








