TISCO ESU ฟันธง เศรษฐกิจโลกปี 67 ชะลอตัว   ชี้ ‘พันธบัตรโลก’ ให้ผลตอบแทนดีที่สุด 8 -15 %  

0
90

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ชี้เศรษฐกิจโลกปี 2567 โตแบบชะลอตัว จากนโยบายการเงินที่เข้มงวดในรอบหลายทศวรรษ อัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวในระดับสูง แต่ไม่เลวร้ายถึงขั้น “เศรษฐกิจถดถอย”  แนะลงทุนพันธบัตรเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน 8-15% ช่วยกระจายความเสี่ยงและลดผลขาดทุนของพอร์ต 

นายธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2567 จะชะลอตัว จากนโยบายการเงินที่เข้มงวดที่สุดในรอบหลายทศวรรษ  กดดันกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งด้านบริการและภาคการผลิต  อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลางต่างๆ และมีแนวโน้มว่าจะปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ  โดย TISCO ESU ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกในปี 2567 ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะธนาคารกลางจะต้องควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ตามเป้าหมาย  

ทั้งนี้แม้การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่เข้าสู่ “ภาวะถดถอย” โดยอ้างอิงจากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่มองว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มที่ “พัฒนาแล้ว” ที่ชะลอตัวลงแต่ก็ยังขยายตัวได้ ขณะที่ “กำลังพัฒนา” แม้จะมีแนวโน้มชะลอลง แต่ขยายตัวได้ในอัตราที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว  ซึ่งในปี 2567 เศรษฐกิจถดถอยยังคงเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจละเลย จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจ และสงครามที่ยากต่อการคาดการณ์

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2567  คาดว่าจะเติบโต 3.5% จากปี 2566 ที่น่าจะขยายตัวต่ำกว่า 3% หลัง GDP ไตรมาสสามออกมาแย่กว่าที่คาด   โดยการส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายภาครัฐจะกลับมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจในปีหน้า  คือ ความรวดเร็วของการอนุมัติร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 การผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่น โครงการ Digital Wallet  โครงการกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ และโครงการ e-Refund

ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบรายละเอียดร่างฯ วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท หากเร่งการพิจารณาร่างฯ ในขั้นตอนต่างๆ ได้เร็วกว่าที่กำหนดไว้ในเดือนพฤษภาคม 2567 จะมีเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น  ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ยังไม่แน่นอน ซึ่ง TISCO ESU มองว่าเร็วเกินไปที่จะนับรวมไว้ในประมาณการ  แต่ถ้ารัฐบาลผลักดันมาตรการได้สำเร็จ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เกิน 4% มีโอกาสเป็นจริงได้ในปี 2567 

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่าตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ตลาดพันธบัตรให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นมากว่า 15 ปี ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากภาวะดอกเบี้ยต่ำและธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินฝืดและกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว  

แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นการกลับขาของนโยบายทางการเงินจากผ่อนคลายเป็นเข้มงวด โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 0% มาอยู่ที่ 5.5% และดูดสภาพคล่องออกจากระบบไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตร 10 ปีสหรัฐฯ (Real yield) พุ่งขึ้นจากติดลบ 1% มาอยู่ที่บวก 2% สูงเทียบเท่ากับในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551

ซึ่งอัตราผลตอบแทนที่กลับมาเป็นบวก ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง  โดยในกรณีปี 2567 เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย (Soft landing) ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯจะอยู่ที่ราว 8% ส่วนในกรณีเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถอดถอย (hard landing) ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรจะเพิ่มขึ้นเป็น 15%

“ TISCO ESU มองว่าปี 2567 ตลาดพันธบัตรโลกจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด โดยคาดว่ามีโอกาสสร้างผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 8-15%  ซึ่งการลงทุนในพันธบัตรโลกโดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐฯ มีความเสี่ยงยังต่ำกว่าตลาดหุ้น และยังช่วยกระจายความเสี่ยงและลดผลขาดทุนของพอร์ตโดยรวมในกรณีที่เศรษฐกิจถดถอยได้อีกด้วย”

ขณะที่ตลาดหุ้น ยังซื้อขายอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง โดยดัชนี S&P500 ซื้อขายที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ประมาณ 18 เท่า  หากประเมินจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและสภาพคล่องที่ลดลง ค่า P/E ที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 17 เท่า นอกจากนั้น ตลาดหุ้นอาจถูกกดดันจากการปรับลดคาดการณ์ผลกำไร  โดยนักวิเคราะห์คาดผลประกอบการปี 2567 ของบริษัทจดทะเบียนที่ซื้อขายอยู่ในดัชนี S&P500 ว่าจะเติบโตที่ 12% ซึ่งค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สหรัฐฯ ที่คาดว่าจะขยายตัว 1.5% น้อยกว่าปี 2566 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 2%  

สำหรับตลาดหุ้นไทย TISCO ESU ให้น้ำหนักการลงทุน Neutral หรือ “คงน้ำหนักการลงทุน” ยังไม่แนะนำให้ “เพิ่มน้ำหนักการลงทุน” หรือ Overweight เพราะมูลค่าหุ้นที่ยังแพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเอเชียโดยรวม และแนวโน้มการเติบโตระยะยาวที่ยังไม่ชัดเจน