TISCO My Goal จัดพอร์ตประกัน วางแผนสู่ความมั่งคั่ง 

0
20

ธนาคารทิสโก้ ย้ำ “ประกัน” จำเป็นในการวางแผนการเงินเพื่อความมั่งคั่ง ป้องกันความเสี่ยงค่าใช้จ่ายสุขภาพ อุบัติเหตุ และส่งต่อมรดก  ชูโปรแกรม “TISCO My Goal” ตัวช่วยจัดพอร์ตประกันให้ครบถ้วน  ลด Pain Point   คนไม่มีประกัน ที่สับสนกับผลิตภัณฑ์ที่มีให้เลือกเยอะ ความคุ้มครองและเงื่อนไขรับประกันซับซ้อนเข้าใจยาก ขณะที่คนมีประกันแล้วอาจมีความคุ้มครองที่ไม่ครอบคลุม 

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ประกัน” เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนการเงินเพื่อความมั่งคั่ง  นอกจากจะช่วยถ่ายโอนความเสี่ยงของชีวิตไปยังบริษัทประกันแล้ว ยังเป็นเครื่องมือช่วยการออมเงินเพื่อการเกษียณและช่วยบริหารจัดการภาษีอีกด้วย แต่ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์มีหลากหลายความคุ้มครอง และมีเงื่อนไขที่ค่อนข้างซับซ้อนเข้าใจยาก เป็นหนึ่งใน Pain Point ที่ทำให้คนไทยยังไม่ตัดสินใจทำประกัน หรือทำประกันแล้วอาจไม่รู้ตัวว่ามีความคุ้มครองที่ไม่ครอบคลุมกับความเสี่ยงในอนาคต  

ทั้งนี้ธนาคารทิสโก้  แนะนำโปรแกรม TISCO My Goal ในรูปแบบย่อซึ่งเปิดให้ทดลองใช้ทางออนไลน์ เพียงคลิก https://advisory.tiscoonline.com/  เลือกประกันอย่างไรให้คุ้มค่า หรือตรวจสอบความคุ้มครองที่มีอยู่ว่าครบถ้วนหรือไม่  และยังสามารถใช้โปรแกรม TISCO My Goal ผ่านทางแอปพลิเคชัน TISCO My Wealth เว็บไซต์ www.tiscowealth.com และ Line@ TISCOAdvisory

ส่วนผู้ที่ต้องการใช้บริการวางแผนประกันอย่างเต็มรูปแบบด้วยโปรแกรม TISCO My Goal สามารถรับคำแนะนำได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ธนาคารทิสโก้ทุกสาขา โดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารจะช่วยคำนวณความคุ้มครองที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละท่าน พร้อมให้คำแนะนำเลือกประกันที่ครบถ้วน 

เปิดทริกจัดพอร์ตประกันตามช่วงอายุ 

นายณัฐกฤติกล่าวว่า สำหรับการจัดพอร์ตประกันที่ครอบคลุมทุกความเสี่ยงในอนาคต แนะนำให้ทำประกันตั้งแต่ยังมีสุขภาพดี เพราะเบี้ยถูกกว่าและมีโอกาสได้รับการคุ้มครองครบโดยไม่มีข้อยกเว้น และเลือกซื้อประกันที่รับประกันโดยบริษัทที่มั่นคง เชื่อถือได้ พร้อมตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ ข้อยกเว้น และประวัติการจ่ายสินไหม และควรปรับสัดส่วนพอร์ตประกันตามช่วงวัยเพื่อให้สอดรับกับชีวิตของเราในแต่ละช่วงอายุ  ดังนี้  

1. ประกันวัยเริ่มทำงาน 20-30+ อยู่วัยที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงและยังไม่มีภาระมากนัก ดังนั้น คนวัยนี้ควรทำประกัน  

1.1 ประกันอุบัติเหตุที่จ่ายเบี้ยน้อยแต่คุ้มครองสูง แบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุและควรเป็นแบบที่มีแผนมีชดเชยรายได้ระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาลและคุ้มครองกรณีทุพพลภาพ 

1.2 ประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรง เพื่อคุ้มครองกรณีป่วยหนักต้องเข้ารักษาตัวหรือผ่าตัดในโรงพยาบาล กรณีมีสวัสดิการจากที่ทำงานก็อาจจะเลือกประกันสุขภาพแบบมีความรับผิดส่วนแรกจะช่วยลดค่าเบี้ยต่อปีได้  

1.3 ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา สำหรับผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว แนะนำให้ทำประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลาที่จ่ายเบี้ยต่อปีน้อยแต่คุ้มครองชีวิตสูงกว่าการทำประกันชีวิตประเภทอื่นๆ โดยทุนประกันที่ทำควรจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของคนที่เราดูแลรวมถึงภาระหนี้สินที่มีอยู่   

2. ประกันวัยกลางคน 40-50+ อยู่ในช่วงพีคของชีวิตการทำงาน รายได้ต่อปีสูงกว่าช่วงวัยอื่น ซึ่งมักเป็นเสาหลักของครอบครัว  เริ่มมีทรัพย์สิน มีเป้าหมายทางการเงินของชีวิตชัดเจนขึ้น แต่จะเริ่มรู้สึกถึงข้อจำกัดด้านสุขภาพ  ดังนั้น คนวัยนี้ควรทำประกัน 

2.1 ประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรงที่มีความคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการรักษาและเงินก้อนหากตรวจพบโรคร้ายสูง 

                2.2 ประกันชีวิตที่มีทุนความคุ้มครองสูง เพื่อเป็นหลักประกันคุ้มครองครอบครัวในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่เราต้องจากครอบครัวไปอย่างกระทันหัน 

                2.3. ประกันบำนาญ สำหรับสร้างหลักประกันหลังเกษียณ ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ และสามารถส่งต่อเงินก้อนเป็นมรดกให้กับลูกหลาน 

 3. ประกันวัยเกษียณ 60+  เป็นวัยที่เข้าสู่ช่วงที่ไม่มีรายได้จากงานประจำแต่อาจเริ่มมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ  มีความคาดหวังสำคัญคือ “อยู่อย่างมีคุณภาพ” และ “ไม่เป็นภาระลูกหลาน” ประกันที่ควรมีติดตัวคือ 

                3.1 ประกันสุขภาพ และโรคร้ายแรง ธนาคารทิสโก้แนะนำให้รักษากรมธรรม์ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงที่ทำไว้ในช่วงวัยทำงาน เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง กรณีที่ค่าเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุจนอาจจ่ายค่าเบี้ยไม่ไหวนั้น อาจปรึกษาบริษัทผู้รับประกันเพื่อขอปรับแผนเป็นแบบมีความรับผิดส่วนแรก (Deductible) เพื่อให้ค่าเบี้ยในแต่ละปีถูกลง  ทั้งนี้ เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมักเป็นค่าใช้จ่ายหลักของวัยเกษียณ การมีประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรง จะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้อีกทางหนึ่งด้วย 

3.2  ประกันอุบัติเหตุสำหรับผู้สูงอายุ จ่ายเบี้ยน้อยแต่ได้รับความคุ้มครองสูง ในกรณีที่เสียชีวิตยังสามารถส่งต่อเป็นมรดกให้กับลูกหลานได้ด้วย  

3.3  ประกันชีวิตเพื่อเตรียมส่งมอบเป็นมรดกให้ลูกหลาน ถือเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะมีการส่งต่อทรัพย์สินที่ชัดเจนสำหรับผู้รับผลประโยชน์และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งทางด้านภาษีมรดก การค่าดำเนินการต่างๆทางกฎหมาย อีกทั้งยังทำให้ผู้รับได้รับมรดกที่รวดเร็วอีกด้วย 

ประกันอื่นๆ  

นอกจากประกันที่กล่าวมาข้างต้น หากมีบ้านหรือรถยนต์ ควรทำประกันอัคคีภัยบ้านและประกันรถยนต์ เพื่อช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายในกรณีที่เกิดความเสียหาย  และควรทำประกันสะสมทรัพย์ นอกจากช่วยออมเงินในระยะยาวแล้วยังเป็นเครื่องมือบริหารภาษีได้อีกด้วย  

“ ประกันที่วางแผนไว้ดี นอกจากจะช่วย “จ่ายแทน” แล้ว ยังช่วย “ปกป้องความเสี่ยง” และอนาคตให้เดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล เพื่อถ่ายโอนความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน” นายณัฐกฤติกล่าวสรุป