ซีไอเอ็มบี ไทย มองQ3 จังหวะลงทุนหุ้นคุณภาพ

0
10

นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยถึงมุมมองการลงทุนในไตรมาส 3 ว่า ตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มผันผวนจาก 2 ปัจจัยสำคัญคือ

1.ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย  แต่คาดว่าเป็นการบริหารจัดการในระยะสั้น เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มีแนวโน้มคลี่คลายเมื่อห่วงโซ่อุปทานและสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์กลับสู่ภาวะปกติ  

โดย ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลง ประเมินกรณีฐาน (Base Case) คาดว่าภายในปีนี้เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้คาดการณ์เงินเฟ้อของตลาดสูงเกินไป  ทั้งนี้ต้องติดตามผลการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด หากการเจรจาล่าช้าอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและกดดันเงินเฟ้อให้สูงนานกว่าที่คาด

2.มูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูง จากความคาดหวังการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจทำให้ตลาดมีความผันผวน หากผลประกอบการออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์

อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกและการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะในสหรัฐฯยังคงแข็งแกร่ง โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรกเติบโตกว่า 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงหนุนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Supply Chain ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนยังคงไหลเข้าสู่กลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ดังกล่าว อาทิ AI Infrastructure, Connectivity, Smart Grid และ Alternative Energy

“มองในมิติทางเศรษฐกิจ AI Boom คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต (Productivity) ให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือกลุ่ม Biotech โดยเฉพาะกลุ่มยาและเวชภัณฑ์ จากที่ผ่านมาอัตราความล้มเหลวในการวิจัยสูงถึง 95-98%  หากนำ AI มาใช้ในการจำลองความเป็นได้ จะช่วยลดต้นทุนงานวิจัยและเร่งกระบวนพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ช่วยลดอัตราความล้มเหลวแม้เพียง 1-2% จะสามารถสร้างรายได้ได้อย่างมหาศาล”

นอกจากนี้ในไตรมาส 3 ยังเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งมีโอกาสที่รัฐบาลทรัมป์จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม  และอาจเป็นอีกแรงหนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ช่วงครึ่งปีหลัง

Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จึงยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารทุน    โดยหุ้นต่างประเทศเน้นกลุ่ม Global Tech ที่มีกำไรเติบโต และกระจายความเสี่ยงไปในกลุ่ม การเงินและอุตสาหกรรมที่ราคายังคง Laggard  

ขณะที่ให้น้ำหนักการลงทุนเพิ่มในตลาดหุ้นจีน โดยเฉพาะดัชนี Hang Seng ที่ยังมีการเติบโตของกำไรที่ 4-7%  โดยราคา (Valuation) อยู่ในระดับถูกมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ

สำหรับตลาดหุ้นไทย ยังไม่มีปัจจัยหนุนให้บริษัทจดทะเบียนมีกำไรอย่างโดดเด่น แม้ดัชนีจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังมีหุ้นอีกหลายกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด จึงแนะนำการลงทุนในหุ้นที่มีปันผลสม่ำเสมอ เช่นกลุ่มธนาคาร โดยรอเข้าซื้อช่วงราคาหุ้นปรับตัวลง รวมถึงกลุ่ม ท่องเที่ยว โรงแรม และ Healthcare ที่ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และได้ประโยชน์จากต้นทุนราคาน้ำมันที่ลดลง

ส่วนทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพของพอร์ต และเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวน

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ ธนาคารแนะนำกองทุน CIMB Signature Series ที่ตอบโจทย์การลงทุนภายใต้ภาวะตลาดผันผวน ประกอบด้วย SIGNATURE GINCOME กองทุนตราสารหนี้โลก และ SIGNATURE GINGRO กองทุนประเภท Multi-Asset โดยหากดูผลตอบแทนย้อนหลัง กอง SIGNATURE GINCOME สร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ที่ 6.8% ขณะที่กองทุน SIGNATURE GINGRO สร้างผลตอบแทนย้อนหลังนับจากวันจัดตั้งกองทุนเมื่อ 15 ต.ค.2568 ที่ 10.41% (สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มา: Bloomberg ณ วันที่ 18 มิ.ย.2569)

ทั้งนี้ ทั้งสองกองทุนเปิดให้ลงทุนได้ทั้งสกุลเงินบาทและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสรับผลตอบแทนและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะของผลิตภัณฑ์ เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีต/ ผลการเปรียบเทียบ ผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต