ทริสเรทติ้งปรับเพิ่มจีดีพีไทยปี 68 โต 2.1%  ปี 69 ชะลอสู่ 1.9% เหตุภาษีทรัมป์บังคับใช้

0
28

ทริสเรทติ้งปรับประมาณการ GDP ไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 1.8% เป็น 2.1% จากการส่งออกสินค้าที่เร่งตัวขึ้น ก่อนที่ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯมีผลบังคับใช้  ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 2 ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามได้ปรับลดประมาณการการเติบโต การบริโภคภาคเอกชน การอุปโภคภาครัฐ รวมถึงการลงทุนภาครัฐ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่อ่อนลงตามข้อมูลไตรมาสสอง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 33.1 ล้านคนจากที่คาดไว้ 36 ล้านคน

2568 การส่งออกเร่งตัวก่อนภาษีสหรัฐฯบังคับใช้

ปี 2568 การส่งออกสินค้าและบริการมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นสู่ระดับ 4.1% จากประมาณการเดิมที่ 1.2% จากการเร่งตัวของการส่งออกสินค้าก่อนภาษีสหรัฐฯ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568   โดยมูลค่าการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรก ขยายตัว 14.4% โดยการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 30% เป็นการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขยายตัว 47.5% และ 16.9% สะท้อนว่าอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯสำหรับสินค้าไทยที่ระดับ 19% ถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน

ตารางที่ 3: การเติบโตของการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ (% จากปีก่อน)

(% จากปีก่อน)256625672568
สัดส่วน (%)2566สัดส่วน (%)2567Q1Q2ก.ค.7M68
เกษตรกรรม7.23.97.48.01.1-1.428.73.6
การประมง0.5-8.40.51.2-10.84.07.1-2.3
อุตสาหกรรมการผลิต88.8-0.987.84.29.914.211.811.8
ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป13.3-3.713.24.94.812.52.67.9
อิเล็กทรอนิกส์11.6-3.613.522.643.250.449.147.5
เครื่องใช้ไฟฟ้า9.64.08.8-3.24.55.85.35.1
ยานยนต์15.910.414.5-3.9-0.50.65.01.1
เครื่องจักรและอุปกรณ์8.3-0.88.610.014.817.821.116.9
เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม11.0-10.610.3-1.33.0-2.5-16.9-2.7
รวมทั้งหมด (ตามเกณฑ์ดุลการชำระเงิน)100.0-1.5100.05.815.015.09.814.4

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ข้อมูลข้างต้นบันทึกตามเกณฑ์ศุลกากร ยกเว้นมูลค่าการส่งออกรวมซึ่งบันทึกตามเกณฑ์ดุลการชำระเงิน (BOP)

สำหรับการเติบโตของการลงทุนภาคเอกชนในปี 2568 ทริสเรทติ้งคงประมาณการ ไว้ที่ 1.8% โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ปรับตัวดีขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มยานยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม และอุปกรณ์สำนักงาน ทั้งนี้ การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงที่เหลือของปี สอดคล้องกับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น

ด้านการเติบโตการบริโภคภาคเอกชน ได้ปรับลดประมาณการลงเหลือ 2.1% จากเดิมที่ 2.3% สอดคล้องกับระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาอยู่ที่ 51.7 ในเดือนกรกฎาคม 2568 จาก 59.0 ในเดือนมกราคม สะท้อนความเชื่อมั่นที่อ่อนแอลงในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงก่อนที่ผลของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีความชัดเจนในเดือนสิงหาคม

ขณะที่การอุปโภคภาครัฐและการลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่าที่เคยคาดไว้  จึงปรับลดประมาณการลงเหลือเติบโต 1.9% จากเดิมที่ 2.5% โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 การอุปโภคภาครัฐขยายตัว 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจาก 3.4% ในไตรมาสแรก จากค่าตอบแทนพนักงานและการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เติบโตลดลง

นอกจากนี้ ยังปรับลดคาดการณ์การลงทุนภาครัฐลงเหลือ 3.5% จากเดิมที่ 5.2% โดยไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 10.1%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน และชะลอลงจาก 26.3% ในไตรมาสแรก สะท้อนถึงการลงทุนที่ลดลงทั้งในด้านการก่อสร้างและเครื่องจักรและอุปกรณ์ของภาครัฐ โดยอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 13.5% ต่ำกว่าระดับ 21.5% ในไตรมาสเดียวกันของปี 2567 อย่างมีนัยสำคัญ

ด้านการส่งออกบริการชะลอลง ตามการลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 36 ล้านคน เหลือ 33.1 ล้านคน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีน 4.6 ล้านคน ลดลงจาก 6.7 ล้านคนในปี 2567 จากความกังวลด้านความปลอดภัย และความนิยมในการเดินทางไป ญี่ปุ่นและเวียดนาม อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่ชาวจีนยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งที่ระดับ 28.5 ล้านคน ใกล้เคียงกับระดับ 28.8 ล้านคนในปี 2567

ปี 2569 ภาษีสหรัฐฯกดดันส่งออกสินค้าหดตัว

ปี 2569 การเติบโตของ GDP คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 1.9% จากการส่งออกสินค้าที่อ่อนแอลง จากมาตรการภาษีของสหรัฐฯที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยคาดว่ามีแนวโน้มหดตัว 0.5% ในปี 2569 ตามภาวะเศรษฐกิจโลก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 1.8% และ 1.5% ตามลำดับ ซึ่งชะลอลงจากปี 2568 สอดคล้องกับแนวโน้มการส่งออกสินค้า การอุปโภคภาครัฐคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยที่ 0.7% เนื่องจากงบรายจ่ายประจำในปี 2569 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.6% จากสมมติฐานอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 35 ล้านคน ทั้งจากจีนและประเทศอื่น ๆ ส่งผลให้การส่งออกบริการมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อนาคตเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยการเจรจาอัตราภาษีศุลกากรระหว่างสหรัฐฯกับจีนยังไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้  ในกรณีที่สหรัฐฯปรับเพิ่มอัตราภาษีต่อจีนอย่างมีนัยสำคัญ การส่งออกของไทยไปยังจีนอาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีนเพื่อส่งต่อไปยังสหรัฐฯ เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาจส่งผลให้ดุลการค้าของไทยปรับลดลง อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศไทย อาจส่งผลให้การอนุมัติและการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐล่าช้าในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะเดียวกันวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลักอาจส่งผลให้ค่าเงินของตลาดเกิดใหม่แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก    

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกบางประการเช่นในกรณีที่ศาลฎีกาของสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่ามาตรการภาษีดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ