ทริสเรทติ้งปรับประมาณการ GDP ไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 1.8% เป็น 2.1% จากการส่งออกสินค้าที่เร่งตัวขึ้น ก่อนที่ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯมีผลบังคับใช้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 2 ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามได้ปรับลดประมาณการการเติบโต การบริโภคภาคเอกชน การอุปโภคภาครัฐ รวมถึงการลงทุนภาครัฐ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่อ่อนลงตามข้อมูลไตรมาสสอง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 33.1 ล้านคนจากที่คาดไว้ 36 ล้านคน
2568 การส่งออกเร่งตัวก่อนภาษีสหรัฐฯบังคับใช้
ปี 2568 การส่งออกสินค้าและบริการมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นสู่ระดับ 4.1% จากประมาณการเดิมที่ 1.2% จากการเร่งตัวของการส่งออกสินค้าก่อนภาษีสหรัฐฯ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 โดยมูลค่าการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรก ขยายตัว 14.4% โดยการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 30% เป็นการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขยายตัว 47.5% และ 16.9% สะท้อนว่าอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯสำหรับสินค้าไทยที่ระดับ 19% ถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน
ตารางที่ 3: การเติบโตของการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ (% จากปีก่อน)
| (% จากปีก่อน) | 2566 | 2567 | 2568 | |||||
| สัดส่วน (%) | 2566 | สัดส่วน (%) | 2567 | Q1 | Q2 | ก.ค. | 7M68 | |
| เกษตรกรรม | 7.2 | 3.9 | 7.4 | 8.0 | 1.1 | -1.4 | 28.7 | 3.6 |
| การประมง | 0.5 | -8.4 | 0.5 | 1.2 | -10.8 | 4.0 | 7.1 | -2.3 |
| อุตสาหกรรมการผลิต | 88.8 | -0.9 | 87.8 | 4.2 | 9.9 | 14.2 | 11.8 | 11.8 |
| ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป | 13.3 | -3.7 | 13.2 | 4.9 | 4.8 | 12.5 | 2.6 | 7.9 |
| อิเล็กทรอนิกส์ | 11.6 | -3.6 | 13.5 | 22.6 | 43.2 | 50.4 | 49.1 | 47.5 |
| เครื่องใช้ไฟฟ้า | 9.6 | 4.0 | 8.8 | -3.2 | 4.5 | 5.8 | 5.3 | 5.1 |
| ยานยนต์ | 15.9 | 10.4 | 14.5 | -3.9 | -0.5 | 0.6 | 5.0 | 1.1 |
| เครื่องจักรและอุปกรณ์ | 8.3 | -0.8 | 8.6 | 10.0 | 14.8 | 17.8 | 21.1 | 16.9 |
| เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม | 11.0 | -10.6 | 10.3 | -1.3 | 3.0 | -2.5 | -16.9 | -2.7 |
| รวมทั้งหมด (ตามเกณฑ์ดุลการชำระเงิน) | 100.0 | -1.5 | 100.0 | 5.8 | 15.0 | 15.0 | 9.8 | 14.4 |
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ข้อมูลข้างต้นบันทึกตามเกณฑ์ศุลกากร ยกเว้นมูลค่าการส่งออกรวมซึ่งบันทึกตามเกณฑ์ดุลการชำระเงิน (BOP)
สำหรับการเติบโตของการลงทุนภาคเอกชนในปี 2568 ทริสเรทติ้งคงประมาณการ ไว้ที่ 1.8% โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ปรับตัวดีขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มยานยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม และอุปกรณ์สำนักงาน ทั้งนี้ การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงที่เหลือของปี สอดคล้องกับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น
ด้านการเติบโตการบริโภคภาคเอกชน ได้ปรับลดประมาณการลงเหลือ 2.1% จากเดิมที่ 2.3% สอดคล้องกับระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาอยู่ที่ 51.7 ในเดือนกรกฎาคม 2568 จาก 59.0 ในเดือนมกราคม สะท้อนความเชื่อมั่นที่อ่อนแอลงในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงก่อนที่ผลของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีความชัดเจนในเดือนสิงหาคม
ขณะที่การอุปโภคภาครัฐและการลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่าที่เคยคาดไว้ จึงปรับลดประมาณการลงเหลือเติบโต 1.9% จากเดิมที่ 2.5% โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 การอุปโภคภาครัฐขยายตัว 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจาก 3.4% ในไตรมาสแรก จากค่าตอบแทนพนักงานและการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เติบโตลดลง
นอกจากนี้ ยังปรับลดคาดการณ์การลงทุนภาครัฐลงเหลือ 3.5% จากเดิมที่ 5.2% โดยไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน และชะลอลงจาก 26.3% ในไตรมาสแรก สะท้อนถึงการลงทุนที่ลดลงทั้งในด้านการก่อสร้างและเครื่องจักรและอุปกรณ์ของภาครัฐ โดยอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 13.5% ต่ำกว่าระดับ 21.5% ในไตรมาสเดียวกันของปี 2567 อย่างมีนัยสำคัญ
ด้านการส่งออกบริการชะลอลง ตามการลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 36 ล้านคน เหลือ 33.1 ล้านคน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีน 4.6 ล้านคน ลดลงจาก 6.7 ล้านคนในปี 2567 จากความกังวลด้านความปลอดภัย และความนิยมในการเดินทางไป ญี่ปุ่นและเวียดนาม อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่ชาวจีนยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งที่ระดับ 28.5 ล้านคน ใกล้เคียงกับระดับ 28.8 ล้านคนในปี 2567
ปี 2569 ภาษีสหรัฐฯกดดันส่งออกสินค้าหดตัว
ปี 2569 การเติบโตของ GDP คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 1.9% จากการส่งออกสินค้าที่อ่อนแอลง จากมาตรการภาษีของสหรัฐฯที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยคาดว่ามีแนวโน้มหดตัว 0.5% ในปี 2569 ตามภาวะเศรษฐกิจโลก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 1.8% และ 1.5% ตามลำดับ ซึ่งชะลอลงจากปี 2568 สอดคล้องกับแนวโน้มการส่งออกสินค้า การอุปโภคภาครัฐคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยที่ 0.7% เนื่องจากงบรายจ่ายประจำในปี 2569 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.6% จากสมมติฐานอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 35 ล้านคน ทั้งจากจีนและประเทศอื่น ๆ ส่งผลให้การส่งออกบริการมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อนาคตเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยการเจรจาอัตราภาษีศุลกากรระหว่างสหรัฐฯกับจีนยังไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ ในกรณีที่สหรัฐฯปรับเพิ่มอัตราภาษีต่อจีนอย่างมีนัยสำคัญ การส่งออกของไทยไปยังจีนอาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีนเพื่อส่งต่อไปยังสหรัฐฯ เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาจส่งผลให้ดุลการค้าของไทยปรับลดลง อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศไทย อาจส่งผลให้การอนุมัติและการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐล่าช้าในระยะข้างหน้า
นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะเดียวกันวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลักอาจส่งผลให้ค่าเงินของตลาดเกิดใหม่แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกบางประการเช่นในกรณีที่ศาลฎีกาของสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่ามาตรการภาษีดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ






