ทิสโก้ชี้ ปี 2026 จุดเปลี่ยนการลงทุน แนะ 3 ธีม โอกาสกำไรเหนือความเสี่ยง 

0
8

เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวน ทั้งสงครามการค้า อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  จนกระทั่ง 2 Megatrends เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาบรรจบกับสังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) ปี 2026 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกและนำไปสู่การเติบโตของการลงทุนรอบใหม่  

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า ปี 2026 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกก้าวเข้าสู่ช่วง ‘Beyond the Turning Point’  มีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น จากความตึงเครียดทางการค้าที่เริ่มผ่อนคลาย ภาวะดอกเบี้ยต่ำที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่ง Bloomberg Consencus ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณเติบโตเชิงใกล้ 3% ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วลดลงสู่กรอบ 2-3% หนุนให้ธนาคารกลางหลักผ่อนคลายนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง 

ขณะเดียวกันกระแส Megatrends ด้าน AI และสังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ที่เร่งตัวในหลายๆประเทศ ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและรูปแบบการลงทุน  โดย TISCO Wealth Advisory  มองว่าปี 2026 เป็นจังหวะสำคัญที่นักลงทุนควรจับกระแสเปลี่ยนผ่านระดับมหภาค สร้างพอร์ตการลงทุนที่มีศักยภาพและพร้อมรับมือความผันผวน ด้วย 3 ธีม ที่ทำงานสอดประสานอย่างเป็นระบบ และสะท้อนทิศทางการลงทุนในรอบใหม่ของเศรษฐกิจโลก ดังนี้

1. Independence – เน้นลงทุนในกลุ่มประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่ง มีการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป  ทั้งด้านการผลิต การบริโภค และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง และสนับสนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนในประเทศเติบโตสูง ในตลาดหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตโดดเด่น ดังนี้ 

สหรัฐอเมริกา (U.S.) ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังเริ่มชัดเจนในปี 2026 โดยคาดว่า FED จะกลับมาเสริมสภาพคล่องให้เศรษฐกิจผ่านตลาดพันธบัตรระยะสั้น  ขณะที่นโยบายการคลังได้รับผลบวกจาก One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) ด้วยเม็ดเงิน 2-3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน ส่งผลให้กำไรของตลาดหุ้นโตราว 15%   และไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่ม Magnificent 7 โดย Bloomberg  ระบุว่า AI 0tช่วยผลักดันให้ 8 ใน 11 อุตสาหกรรมที่อยู่ในดัชนี S&P500 เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีของดัชนี S&P500 อีกด้วย 

อินเดีย (India) การก้าวเข้าสู่ ‘ศูนย์กลางการผลิตของโลก’ ผ่านนโยบาย ‘Make in India’ และต่อยอดสู่นโยบาย National Manufacturing Mission (NMM) เพื่อยกระดับภาคการผลิตและดึงดูดการลงทุนต่างชาติต่อเนื่อง นอกจากนี้ รายได้ต่อหัวของประชากรในประเทศมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2026 –2030 เพราะได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ ทั้งหมดนี้จะหนุนให้กำไรของตลาดหุ้นจะเติบโตได้สูงถึง 17% ในปี 2026  

เวียดนาม (Vietnam) – กำลังเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นแผนปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาวปี 2026–2030 ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการดึงดูด FDI โดย Bloomberg คาดว่ากำไรตลาดหุ้นเวียดนามจะเติบโตกว่า 21% ในปี 2026 ขณะที่ Fwd PE ยังอยู่ระดับต่ำเพียง 11-12 เท่า  อีกทั้งยังมีแนวโน้มได้รับการอัปเกรดสถานะเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่โดย FTSE ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่อย่างน้อย 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

2. Intelligence : พลังการเติบโตใหม่จาก AI & Megatrends  ในปี 2026 ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์(AI-Ecosystem) เร่งตัวเต็มรูปแบบ ทั้ง เซมิคอนดักเตอร์, Generative AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้าไปจนถึง สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ที่มีความต้องการยารักษาโรคร้ายแรงและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความฉลาดมากขึ้น TISCO Wealth Advisory คาด 3 อุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างกำไร   

AI Ecosystem  การใช้ Gen AI ทั่วโลกแตะ 51% ในเวลาเพียง 3ปี เร็วกว่ายุค PC และ Internet มากกว่าเท่าตัว ขณะที่มูลค่าการลงทุน AI ของ Hyperscalers มีโอกาสทะลุ 4.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2026 คาดว่ากำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเติบโตราว 30%   ขณะที่ราคาหุ้นกลุ่ม US Tech ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติฟองสบู่ที่รุนแรงยังจำกัด จากอัตราส่วนเงินลงทุนเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วง Dot-com เพราะบริษัทในกลุ่มมีฐานะการเงินดีกว่าในอดีต  

อุตสาหกรรมสุขภาพ (Healthcare)  จากสังคมผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัว ความต้องการยามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้งประเด็น Patent Cliff หรือช่วงที่สิทธิบัตรยาจำนวนมากหมดอายุพร้อมกันในปี 2025-2029 จะผลักดันให้บริษัทขนาดใหญ่เร่งควบรวมกิจการซื้อกิจการบริษัทยาขนาดเล็กเพื่อเติมสินค้าเข้าพอร์ต ทำให้มูลค่าบริษัทขนาดเล็กเพิ่มขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้บริษัทขนาดใหญ่ด้วย  

สาธารณูปโภค (Utilities) การเติบโตของ Data Center และ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตาม โดย Goldman Sachs คาดการณ์ว่าสัดส่วนความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นเป็น 8%ในปี 2030 จาก 4 % ในปี 2024 จึงคาดว่าจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าขนาดใหญ่ในช่วงปี 2025-2027 และกระจายไปตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม อีกทั้งความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นส่งผลให้อัตรากำไร (Profit margin) ของอุตสาหกรรมอาจสูงสุดในรอบ 7 ปี ที่ระดับ 15% ในปี 2026 ทำให้กลุ่มสาธารณูปโภคเปลี่ยนบทบาทจากหุ้นเชิงตั้งรับ (Defensive) เป็นหุ้นเติบโตเชิงโครงสร้าง (Structural growth) 

 3. Instability Armor : เกราะป้องกันพอร์ตในยุคแห่งความผันผวน  แม้เห็นโอกาสในการเติบโต แต่ในปี 2026 ยังคงเผชิญความเสี่ยงของทิศทางนโยบายการเงินและการคลัง (Policy Divergence) ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้พอร์ตการลงทุนจำเป็นต้องมี ‘เกราะป้องกัน’ เพื่อรักษาเสถียรภาพให้พอร์ตการลงทุน  โดยแนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนไปยังตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือกที่มีคุณสมบัติในการป้องกันความเสี่ยง ดังนี้ 

ตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดีของสหรัฐฯ  ธนาคารทิสโก้คาดว่าปี 2026 Fed จะลดดอกเบี้ยรวม 0.5% พร้อมกลับมาเพิ่มสภาพคล่อง และเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวทำให้ความเสี่ยงการโอกาสผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นผลให้ Bond Yield พันธบัตรระยะสั้นปรับตัวลดลง และหนุนให้ราคาตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น  

ทองคำ ธนาคารกลางทั่วโลกยังเพิ่มการถือครองทองคำเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี และสัญญาณวินัยทางการคลังที่อ่อนแอลงจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงการทยอยเพิ่มสัดส่วนพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกผ่านการสะสม ETF ที่ยังต่ำเพียง 2% คาดว่าจะทำให้ราคาทองคำมีโอกาสแตะ 4,500-5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ในปี 2026 

น้ำมัน  ได้รับแรงหนุนจากฝั่งอุปทาน เนื่องจากกลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มควบคุมกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การผลิตน้ำมันในสหรัฐฯเริ่มชะลอตัวลง สวนทางกับอุปสงค์ที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 104.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาน่าสนใจอีกครั้งในปี 2026

แนะลดตราสารหนี้ไทยระยะยาว 

TISCO Wealth Advisory แนะนำให้ลดน้ำหนักตราสารหนี้ไทยระยะยาว เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต จึงแนะนำให้ปรับไปสู่ตราสารหนี้สหรัฐฯ  ซึ่งโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า  

สำหรับตลาดหุ้นไทย ยังเผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวที่เปราะบางและปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาพรวมการลงทุนยังคง เหนื่อย  แนะให้นักลงทุนโฟกัสเฉพาะหุ้นปันผล  โดนเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในตลาดหุ้นต่างประเทศที่กำลังมีศักยภาพในการเติบโต

” ปี 2026 ความผันผวนจากนโยบายการเงินและการคลังยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน นักลงทุนจึงต้องมองการลงทุนอย่างรอบด้าน  โดยเลือกลงทุนในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตภายใน  ซึ่งกระแส AI ช่วยเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง (AI-Ecosystem) รวมถึงสังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ที่ยังคงเป็นแนวโน้มหลักของโลก การจัดพอร์ตจึงต้องผสานระหว่างสินทรัพย์ที่เติบโตในระยะยาวและสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนอย่างสมดุล ” นายณัฐกฤติ กล่าวสรุป