ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เผยกลยุทธ์การดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น (JPC Banking) ปี 2568 ต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Co-creating New Core Industries’ เน้นการต่อยอดพันธกิจในการสร้างความยั่งยืนทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนการลงทุนจากญี่ปุ่นสู่ประเทศไทยและอาเซียนผ่านเวที Japan-ASEAN Startup Business Matching Fair 2025 ผลักดันอุตสาหกรรมหลักใหม่ที่มีศักยภาพสูง เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในภูมิภาค
นายบุนเซอิ โอคุโบะ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น (JPC Banking) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2568 ว่า ธนาคารมุ่งเน้นการต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อน รวมถึงขยายมิติของการเติบโตที่ยั่งยืนให้มากยิ่งขึ้นพร้อมสนับสนุนการลงทุนใหม่จากญี่ปุ่นสู่ประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Co-creating New Core Industries’ โดยร่วมมือกับลูกค้าและภาครัฐ ในการผลักดันนวัตกรรมและโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมหลักใหม่ที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เศรษฐกิจในอนาคตของไทย ผ่านกลยุทธ์ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1.ขยายความร่วมมือกับภาครัฐ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายศักยภาพสูง ในปี 2567 ได้จัดสัมมนา “Data Center: Opportunities in Thailand” ส่งเสริมไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านดาต้าเซนเตอร์ สำหรับปี 2568 ขยายบทบาทในอุตสาหกรรมหลักใหม่ที่มีศักยภาพสูง เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต อาทิ ชีวภัณฑ์เพื่อการเกษตร (Bio Green) เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เทคโนโลยีการผลิตอาหาร (Food Technology) และ การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture)
โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ การสานต่อ Japan-ASEAN Startup Business Matching Fair เวทีจับคู่ธุรกิจสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของกรุงศรี หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรธุรกิจชั้นนำจาก 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยมีสตาร์ทอัพดาวรุ่งจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจกว่า 54 รายเข้าร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI เกมและแอนิเมชัน เทคโนโลยีด้านการป้องกันภัยพิบัติจากประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งการจัดงานสามารถสร้างโอกาสจับคู่ธุรกิจมากกว่า 400 คู่ภายในวันเดียว และในงานนี้ กรุงศรียังได้ลงนามความร่วมมือกับ Industrial Technology Investment Corporation เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสตาร์ทอัพจากไต้หวันสู่ตลาดสากลอีกด้วย
2.เสริมสร้างศักยภาพธุรกิจผ่านโซลูชันทางการเงินและนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามกรอบ ESG โดยกรุงศรี เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากเพื่อความยั่งยืนเป็นแห่งแรกในปี 2567 และได้รับการตอบรับจากลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ โตโยต้า ลีสซิ่ง เอจีซี วีนิไทย และโซนี่ ดีไวซ์ เทคโนโลยี รวมถึงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสังคมแก่ โตโยต้า ลีสซิ่ง นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโซลูชันที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืนด้านอื่นๆ และในปี 2568 ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กระตุ้นความตระหนักรู้ และผลักดันสู่แนวปฏิบัติที่ยั่งยืน
3.ให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจปัจจุบัน โดยในปีที่ผ่านมา บริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ Krungsri ASEAN LINK ประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงธุรกิจไทยกับธนาคารพันธมิตรทั้ง VietinBank ในเวียดนาม Danamon Bank ในอินโดนีเซีย และ Security Bank ในฟิลิปปินส์ ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงเครือข่ายและโซลูชันทางการเงินที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยงาน Krungsri ASEAN LINK Forum ได้รับความสนใจจากลูกค้าธุรกิจและผู้ประกอบการกว่า 200 ราย และในปี 2568 ยังคงมุ่งมั่นสู่การเป็น “ธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคอาเซียน” ผ่านโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ และช่วยผลักดันการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน
“กรุงศรีมุ่งสนับสนุนธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทยให้ก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยพันธกิจเป็นธนาคารพันธมิตรที่ไม่เพียงสนับสนุนด้านการเงิน แต่เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในทุกมิติทั้งทางธุรกิจและสังคม ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่ครบวงจร ด้วยความเชี่ยวชาญของกรุงศรี พร้อมเครือข่ายที่แข็งแกร่งของ MUFG จึงสามารถนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งของธุรกิจญี่ปุ่น ครอบคลุมถึงพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน จนครองใจกลุ่มลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมกว่า 70% ของธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทย” นายโอคุโบะ กล่าวสรุป






