บลจ.กสิกรไทย ชูกองทุน K-VALUE ปันผลสูง แนะปรับพอร์ตรับมือเศรษฐกิจโตชะลอ

0
24

เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอน จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทั้งแรงกดดันจากการส่งออกที่หดตัว การบริโภคและการลงทุนที่ชะลอลง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ต่ำกว่าคาดการณ์  แม้จะมีปัจจัยบวกจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการลดดอกเบี้ยที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ แต่โดยรวมยังสะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ไม่แข็งแรงนัก

กองทุน K-VALUE ตั้งเป้าผลตอบแทนจากปันผล 5–6% ต่อปี เน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งและจ่ายปันผลสูงสม่ำเสมอ สร้างผลตอบแทนโดดเด่น โดยมี Dividend Yield 6.2% สูงกว่า SET ที่ 4.1%  แม้ตลาดหุ้นไทย -5.23% แต่กองทุนสร้างผลตอบแทน + 7.11%  

นายวิน พรหมแพทย์ CFA, ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น การฟื้นตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และการปรับประมาณการกำไรเริ่มแตะระดับต่ำสุด อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งโครงสร้างประชากร ความสามารถในการแข่งขัน และธรรมาภิบาล ยังเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในระยะยาว  ขณะที่การผ่อนคลายทางการเงินและการเบิกจ่ายงบประมาณ มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ  อีกทั้งฟื้นตัวของตลาดจากจุดต่ำสุดในปี 2025  แรงหนุนจากการลดภาษีและความเสี่ยงทางการเมืองที่ลดลง แม้จะยังมีการซื้อขายในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวก็ตาม  แต่มองเป้าหมายดัชนีปลายปีอยู่ที่ระดับ 1300-1340 จุด

ดังนั้นแนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอน จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ กองทุนเปิดเค หุ้นปันผล หรือ K-VALUE จึงเป็นตัวเลือกในการบริหารพอร์ตการลงทุนหุ้นไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่คัดเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง  จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอและสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด  โดยการบริหารจัดการที่คำนึงถึงความผันผวนที่ต่ำกว่าในภาวะตลาดขาลง (Downside Resilience) เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน

“นักลงทุนที่มองแนวทางปรับพอร์ตช่วงตลาดหุ้นไทยผันผวน กองทุน K-VALUE เป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพสร้างพอร์ตให้มั่นคง โดยช่วงที่ผ่านมา กองทุนมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 6.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนี SET Index ซึ่งอยู่ที่ 4.1%  มีผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังที่โดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มกองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว  และยังได้รับการจัดอันดับ 5 ดาวจาก Morningstar สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมืออาชีพ” นายวิน กล่าวย้ำ

นางสาวภารดี มุณีสิทธิ์ CFA, Chief Investment Officer รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่า จากบทวิจัย KAsset Capital Market Assumptions (KCMA) ที่บลจ.กสิกรไทย จัดทำร่วมกับ J.P. Morgan Asset Managementคาดการณ์ GDP ไทยในช่วง 10–15 ปีข้างหน้าว่า มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนช่วง COVID-19 ที่อยู่ที่ประมาณ 3.6%  ซึ่งหมายความว่าตลาดหุ้นไทยอาจไม่สร้างผลตอบแทนจากการเติบโตของราคาหุ้น (Capital Gain) ได้มากเหมือนในอดีต

เนื่องจากในภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอลง ส่งผลให้บริษัทขนาดกลางและเล็กเผชิญปัญหาด้านการเติบโตและสภาพคล่องที่หดตัว ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานรายได้มั่นคง กระแสเงินสดแข็งแรง มีกำไรสม่ำเสมอ และรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่า ซึ่งบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหุ้นปันผลสูง  

กองทุนเปิดเค หุ้นปันผล หรือ K-VALUE  จึงปรับเปลี่ยนดัชนีชี้วัด (Benchmark) จากดัชนี SET มาเป็นดัชนี SET High Dividend 30 (SETHD) ตั้งแต่ปี 2023 เพื่อสะท้อนกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นปันผลสูงอย่างแท้จริง เนื่องจาก

1) บริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานธุรกิจและรายได้มั่นคง ส่งผลให้ราคาหุ้นมีความผันผวนต่ำกว่า โดยอ้างอิงจากดัชนี SET ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีค่าความผันผวน 15.5% ขณะที่ SET High Dividend (SET HD) มีค่าความผันผวน 14.3%

2) หุ้นปันผลสูงมักเป็นบริษัทมีกำไรที่ดีต่อเนื่อง สามารถจ่ายปันผลได้สูงกว่าตลาดหุ้นไทยในภาพรวมอย่างสม่ำเสมอ โดยคาดการณ์ปันผลของหุ้นกลุ่มปันผลสูงในปี 2026 ที่ 7.1% เทียบกับ SET ที่ 4.6%

3) หุ้นปันผลสูงให้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลที่แน่นอนกว่าการหวังกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) จากราคาหุ้นที่อาจไม่เติบโตมากในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

4) หุ้นปันผลสูงช่วยลดความเสี่ยงจากวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่ม Growth หรือ Mid-Small Cap ที่มักมีราคาผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ

5) หุ้นปันผลสูงมักเป็นบริษัทที่มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน

กองทุน K-VALUE ทางเลือกกองทุนรับปันผลสูง ช่วยบริหารพอร์ตลงทุนหุ้นไทยอย่างมีประสิทธิภาพในภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ด้วยการคัดเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงและสม่ำเสมอ การันตีคุณภาพด้วยผลตอบแทนจากเงินปันผลที่โดดเด่น  โดยตั้งเป้าสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผล 5-6% ต่อปี  สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด  จากการคัดเลือกหุ้นคุณภาพ เน้นบริษัทที่มีพื้นฐานดี จ่ายปันผลเป็นเงินสดอย่างต่อเนื่อง และทนทานต่อความผันผวน ด้วยกลยุทธ์การเลือกหุ้นขนาดใหญ่ Valuation ไม่แพง

“ข้อมูลล่าสุดที่ตลาดหุ้นไทยติดลบถึง 5.23% แต่กองทุน K-VALUE สามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ประมาณ 7.11%

ดังนั้น นักลงทุนที่กำลังมองหาทางเลือกในตลาดหุ้นไทยที่การเติบโตไม่หวือหวาเหมือนในอดีต การปรับกลยุทธ์มาให้ความสำคัญกับ “เงินปันผล” และลงทุนผ่าน K-VALUE อาจเป็นคำตอบที่ช่วยให้พอร์ตเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวภารดีกล่าวสรุป

หมายเหตุ : ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน