BAM โชว์ผลงาน 9 เดือนโตทะลุทุกเป้า  ลุยกลยุทธ์ Partnership เร่งเครื่องสู่ BAM X

0
36

BAM โชว์ฟอร์มแกร่ง  9 เดือน กำไร 1,695  ล้านบาท โต 57% แซงกำไรปี 67 ทั้งปี ด้วยผลเรียกเก็บ 13,803 ล้านบาท โต 27% เดินหน้าแผนกลยุทธ์ Partnership ทั้ง NPL และ NPA สร้างผลเรียกเก็บทั้งปีเข้าเป้า 17,800 ล้านบาท พร้อมยกระดับการเติบโตองค์กรอย่างแข็งแกร่งใน 3 ด้าน ทั้งการพัฒนา Business Model การปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ก้าวสู่การเป็น BAM X อย่างยั่งยืน

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM  เปิดเผยถึงผลการดำเนินงาน 9 เดือน ปี 2568 ว่า โดยภาพรวมน่าพอใจ สามารถสร้างผลเรียกเก็บได้ 13,803 ล้านบาท เติบโต 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่ทำได้ 10,910 ล้านบาท มีกำไร 1,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,079 ล้านบาท  แซงหน้ากำไรปี 2567 ที่ทำได้ 1,602 ล้านบาท  

และคาดว่าทั้งปี 2568 จะทำผลเรียกเก็บได้ตามเป้าหมาย 17,800 ล้านบาท จากการทยอยปรับเพิ่มผลการเรียกเก็บต่อเดือน จากผลเรียกเก็บ 9 เดือนที่ปรับตัวเพิ่มจากเดิมในระดับ 1,000 ล้านบาท ขึ้นมาที่ 1,500 ล้านบาท  และต่อจากนี้จะเพิ่มผลเรียกเก็บต่อเดือนเป็น 1,700 ล้านบาท  

ทั้งนี้นอกจากการที่ BAM บริหารจัดการลูกค้าได้ดีขึ้นแล้ว  การร่วมทุนกับสถาบันการเงินตั้ง JV AMC  ได้เพิ่มศักยภาพผลเรียกเก็บได้ดีขึ้น  โดยปัจจุบันมี JV AMC อยู่แล้ว  2 บริษัท  คือ  ARI ที่ร่วมทุนกับธนาคารออมสิน และ ARUN ที่ร่วมทุนกับธนาคารกสิกรไทย   และภายในปี 2568 นี้ ยังมีแผนร่วมทุนกับสถาบันการเงินในการตั้ง JV AMC กับสถาบันการเงินรายใหญ่อีก 2 ราย ที่จะมาช่วยเสริมศักยภาพสร้างการเติบโตให้ BAM เป็นไปตามเป้าหมายได้มากขึ้น

ส่วนการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA เดินหน้ากลยุทธ์พันธมิตรทางธุรกิจ (NPA Partnership) มุ่งขยายฐานธุรกิจและสร้างรายได้เพิ่ม ผ่านพันธมิตรที่มีศักยภาพ อาทิ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บริษัท วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) บริษัท บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท อรสิริน กรุ๊ป จำกัด

ส่วนสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารยูโอบี ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดย BAM มุ่งคัดสรรและนำเสนอทรัพย์ NPA ขนาด Big Lots ให้พันธมิตรนำไปพัฒนาและเพิ่มมูลค่า ทั้งบ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม และที่ดินเปล่า เพื่อพลิก “ทรัพย์ร้าง” ให้กลายเป็น “ทรัพย์สร้างมูลค่า” ต่อยอดเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้กับ BAM อย่างต่อเนื่อง ลดระยะเวลาการถือครอง และสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีโครงการ “ทรัพย์มหาชน” ที่อยู่อาศัยราคาไม่แพง โดยผ่อนชำระกับ BAM โดยตรง หรือกับสถาบันการเงินพันธมิตรที่ปล่อยสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ซึ่งเปิดตัวโครงการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ล่าสุดทำยอดขายได้ 302 ล้านบาท และภายในเดือนธันวาคม คาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย  500 ล้านบาท

อีกทั้ง ยังมีแผนในการปรับลดอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ให้ลงมาอยู่ในระดับ 1.8-1.9 เท่า หรือไม่เกิน 2.1 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.02 เท่า เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน  และนำศักยภาพของทรัพย์มาสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น  เพื่อให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) จาก 9 เดือนที่ผ่านมา ROA อยู่ที่ 4.36 เพิ่มขึ้นอีก 1.4-1.5%  

“กลยุทธ์ Partnership ไม่เพียงช่วยให้ BAM ยืนหยัดในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง แต่ยังเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างการเติบโตสู่เป้าหมายผลเรียกเก็บ 17,800 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมี NPL ที่อยู่ในความดูแลของ BAM 90,150 ราย คิดเป็นภาระหนี้ 491,912 ล้านบาท และ NPA จำนวน 28,287 รายการ คิดเป็นราคาประเมิน 78,569 ล้านบาท”

ดร.รักษ์  กล่าวถึงกลยุทธ์ในการก้าวสู่ BAM X ว่า ดำเนินการ 3 แกนสำคัญ คือ 1.)การพัฒนา Business Model คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของธุรกิจในอนาคต 2.)การปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และ3.)การพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านแผนแม่บท HR Master Plan รวมถึงปรับโครงสร้างองค์กร ให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการองค์กรยุคใหม่

“ในแกนของ Business Model และ เทคโนโลยีถือว่า Tranform  ไปกว่าครึ่งทางแล้ว  ความท้าทายคือแกนสุดท้าย People ที่นอกจากการเพิ่มศักยภาพพนักงานแล้ว ผมอยากให้ทุกคนทำงานอย่างมีความสุข ปีนี้ถือว่าผมและเพื่อนๆBAM 1,326 ชีวิต มาถึงเส้นชัยแล้ว แต่มาราธอนปีหน้า จะฟิตร่างกายอย่างไรให้เหนื่อยแบบมีความสุข  วันนี้ความยากทางธุรกิจผมเอาอยู่  แต่ความท้าทายคือทำอย่างไรให้พี่น้อง BAM วิ่งเพจ 5 ไปกับผมได้  บางจังหวะอาจต้องพักหรือเดินบ้าง เพื่อจะได้เข้าถึงเส้นชัยพร้อมๆกัน” ดร.รักษ์ กล่าวสรุป