BDMS Wellness Clinic บูรณาการความร่วมมือเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ผนึกกำลัง Wellness Team Thailand วางโมเดล Travel–Stay–Scientific Wellness สร้าง Wellness Ecosystem เชื่อมโยงทั้งระบบ ภายใต้แคมเปญ “The Journey Within” ผลักดันประเทศไทยสู่ Wellness Hub ระดับโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) สู่ระดับสากล
นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวคิด Wellness Hub Thailand, The Land of Life: “The Journey Within” เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบัน ที่นักเดินทางมองหาการเดินทางที่มีความหมายต่อสุขภาพกายและใจ ซึ่งแนวคิดนี้สะท้อนศักยภาพประเทศไทยทั้งการท่องเที่ยว พักผ่อน ไปจนถึงการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะจุดแข็งของไทยในเรื่องการดูแล ที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์การแพทย์แผนไทย การนวด การดูแลแบบองค์รวม ไปจนถึงระบบสาธารณสุขและการแพทย์สมัยใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล ที่หลอมรวมกันเป็นรากฐานสำคัญ ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ ‘จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพของโลก’ ได้
ทั้งนี้ การสร้าง Wellness Ecosystem จะช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว (Value per Visitor) ซึ่งสร้างรายได้ และกระจายประโยชน์สู่หลายภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยททท. เชื่อมั่นว่าแนวทางนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพของโลกอย่างยั่งยืน
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าปัจจุบันผู้คนทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพมากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความเครียดจากวิถีชีวิตเมือง ปัญหาการนอนหลับ ภาวะหมดไฟ และความไม่สมดุลทางกายและใจ ซึ่งวิธีแก้ไขที่ยั่งยืนไม่ใช่การรักษาที่ปลายเหตุ แต่เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้ดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมตั้งแต่ก่อนเกิดโรค
และเมื่อผู้คนตระหนักว่าสุขภาพคือรากฐานของคุณภาพชีวิต ทำให้การใช้ชีวิต รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวจึงไม่ใช่เพียงการพักผ่อนเพื่อหลีกหนีความเหนื่อยล้า แต่กลายเป็น ‘พื้นที่แห่งการฟื้นฟู’ ที่ช่วยรีเซ็ตร่างกาย ฟื้นฟูจิตใจ และสร้างสมดุลอย่างเป็นระบบ เป็นจุดกำเนิดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่วันนี้ได้พัฒนาเป็นเมกะเทรนด์ของโลก
ทั้งนี้ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า เศรษฐกิจ Wellness ของไทย มีการเติบโตสูงถึง 28.4% สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ในช่วงปี 2022 – 2023 โดย ‘การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ เติบโตถึง 36.4% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่เติบโต 37.7% และอินเดียที่เติบโตเป็นอันดับหนึ่ง 57.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ที่จะนำพาเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของไทย
โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ของไทยเติบโตเป็นอันดับหนึ่ง คือการผสานจุดแข็งของสถานที่ท่องเที่ยวและธรรมชาติอันงดงาม เข้าอาหารไทยที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญาด้านโภชนาการ สมุนไพรไทยที่สืบทอดองค์ความรู้มายาวนาน การบริการอันอ่อนน้อม ตลอดจนศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล
“จุดแข็งต่างๆหที่ลอมรวมเป็นประสบการณ์การดูแลสุขภาพ คือหัวใจสำคัญของแนวคิด “The Journey Within” การเดินทางเพื่อสุขภาพที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงปลายทางภายนอก แต่กลับมาเข้าใจร่างกายและจิตใจ พร้อมเติมพลังให้กับจิตวิญญาณ สะท้อนว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “The Land of Life” หรือ “ดินแดนแห่งชีวิต” อย่างแท้จริง บนพื้นฐานของ Wellness Ecosystem ที่แข็งแกร่ง”
สำหรับ “The Journey Within” เป็นความร่วมมือแบบบูรณาการของเครือข่ายภาครัฐและเอกช ผนึกกำลังเป็น Wellness Team Thailand โดยจัดวางบทบาทของพันธมิตรแต่ละภาคส่วนอย่างชัดเจนในโมเดล Travel–Stay–Scientific Wellness เพื่อสร้าง Wellness Ecosystem ที่เชื่อมโยงทั้งระบบ ดังนี้
1)กลุ่มขับเคลื่อนการท่องเที่ยวระดับประเทศ (Travel & Benefits Enabler) ได้แก่
-การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. (Tourism Authority of Thailand) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว โดยส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านคุณภาพชีวิตระดับโลก ผ่านการบูรณาการนโยบาย และ การส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน Wellness Tourism ให้เติบโตอย่างมีมาตรฐาน เป็นระบบ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
-สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (Thailand Convention & Exhibition Bureau –TCEB) สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม Wellness ในมิติของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) โดยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดประชุม สัมมนา และงานแสดงสินค้าด้านสุขภาพระดับนานาชาติ สร้างทั้งองค์ความรู้ เครือข่าย และมูลค่าเศรษฐกิจ และได้พัฒนาแคมเปญ MEET WELL เพื่อดึงดูดนักเดินทางไมซ์ต่างประเทศให้มาสัมผัสประสบการณ์ด้าน Wellness ของประเทศไทย เป้าหมายเพื่อให้มีแบรนด์และจุดขายของการเป็น High Value MICE Destination
-ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (Thailand Privilege Card) – เสริมศักยภาพด้านการใช้ชีวิตในเมืองไทยแก่ชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในประเทศไทย (Long-Stay) โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ และส่งมอบประสบการณ์ด้าน Wellness ในมิติที่หลากหลาย เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นหมุดหมายด้าน Health & Well-being อย่างแท้จริง นับเป็นการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
-บางกอกแอร์เวย์ส (Bangkok Airways) เชื่อมต่อการเดินทางสู่เมืองท่องเที่ยวหลักและเมืองรองด้านสุขภาพ ช่วยให้การเข้าถึง Wellness Destination ของประเทศไทยเป็นไปอย่างสะดวก ราบรื่น และได้มาตรฐานระดับลักชัวรี
2)กลุ่มที่พักและไลฟ์สไตล์เวลเนส (Stay & Lifestyle Experience) ได้แก่ สมาคมโรงแรมไทย (Thai Hotels Association), โรงแรมศรีพันวา (Sri panwa), โรงแรมเซเลส สมุย (CELES SAMUI), โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท (Mövenpick BDMS Wellness Resort), และ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ (Dusit Thani Bangkok) ที่ร่วมกันเสริมสร้างมาตรฐานการบริการพร้อมมอบประสบการณ์การเข้าพักที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับแนวคิด Wellness อย่างเป็นระบบภายใต้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่งดงาม ไม่ว่าจะเป็นทะเล ภูเขา หรือใจกลางเมืองที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ควบคู่กับการบริการระดับ 6 ดาวที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด สะท้อนเอกลักษณ์ความอ่อนน้อมและการดูแลแบบไทยอย่างแท้จริง เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของการเข้าพักเป็นส่วนหนึ่งของ การเดินทางสู่คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
ในส่วนของ สยามพิวรรธน์ (Siam Piwat) ได้มอบพื้นที่รีเทลที่คัดสรรแบรนด์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ความยั่งยืน และความงามอย่างมีคุณภาพ ขณะที่กลุ่ม บริษัท คิง เพาเวอร์ (King Power) เป็นผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว (Travel Retail) และสินค้าปลอดอากร (Duty Free) เปิดประสบการณ์การช้อปปิ้งดิวตี้ฟรีที่ครบครันด้วยสินค้าชั้นนำและแบรนด์ระดับสากลซึ่งผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งช้อปปิ้งระดับลักชัวรี ขณะที่ The Atlas Club คือพื้นที่พักผ่อนสำหรับนักเดินทางระดับลักชัวรี ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ออกแบบมาเพื่อมอบความผ่อนคลายอย่างแท้จริง ให้ทุกการเดินทางเริ่มต้นด้วยความสบายและความประทับใจ สะท้อนความมุ่งมั่นของ King Power ในการผสานโลกของการช้อปปิ้ง การเดินทาง และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ลังโคม (Lancôme) ช่วยเติมเต็มมิติของ Aesthetic & Skin Longevity ด้วยเทคโนโลยีความงามที่อิงงานวิจัยและวิทยาศาสตร์ผิวพรรณระดับสากล เชื่อมโยงศาสตร์ความงามเข้ากับแนวคิด Healthy Aging เพื่อสะท้อนว่า Wellness ในยุคใหม่ไม่ได้ดูแลเพียงสุขภาพภายใน แต่รวมถึงความมั่นใจที่สามารถสร้างได้จากภายในถึงภายนอก
โอซิม (OSIM) ในฐานะผู้นำระดับสากลด้าน Wellness Technology เข้ามาเติมเต็มมิติของ Recovery & Relaxation ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผ่านเทคโนโลยีเก้าอี้นวดอัจฉริยะและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพที่พัฒนาบนพื้นฐานของงานวิจัย ผสานศาสตร์การผ่อนคลายเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย
บัตรเครดิตเคทีซี (KTC Card) สนับสนุนการเข้าถึงประสบการณ์ Wellness อย่างสะดวกและราบรื่น ผ่านสิทธิประโยชน์ และโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพโดยเฉพาะ ช่วยให้การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องที่วางแผนได้และยั่งยืน
สมาคมสปาไทย (Thai Spa Association) ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมมาตรฐานธุรกิจสปาและเวลเนสของประเทศ ถ่ายทอดองค์ความรู้และอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทยสู่ระดับนานาชาติ พร้อมผลักดันคุณภาพการบริการให้สอดคล้องกับแนวคิด Wellness มาตรฐานสากล
3)กลุ่มบริการสุขภาพและ Scientific Wellness (Healthcare and Scientific Wellness) ได้แก่ BDMS Wellness Clinic ร่วมกับ N Health โดย BDMS Wellness Clinic ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ที่นำองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ และโปรแกรมดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล มาผสานกับศาสตร์แห่ง Scientific Wellness เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนเกิดโรค ติดตามผลอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ในขณะที่ N Health หนึ่งในผู้ให้บริการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้เครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BDMS) ภายใต้มาตรฐานห้องปฏิบัติการทางคลินิกระดับสากล ทั้ง ISO 15189 และ CAP (College of American Pathologists) พร้อมใช้เทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ที่ทันสมัย เพื่อขับเคลื่อนโมเดลการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Preventive Care) อย่างมีประสิทธิภาพ
ห้องปฏิบัติการ N Health มีศักยภาพในการตรวจวิเคราะห์ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) ทั้งการตรวจด้านฮอร์โมน การตรวจ DNA และพันธุกรรม วิตามินและแร่ธาตุ ภาวะอักเสบ ตัวชี้วัดความชรา ไมโครไบโอม ภูมิแพ้ สารพิษ ตลอดจนการตรวจด้าน โปรตีโอมิกส์ (Proteomics) และ อีพีเจเนติกส์ (Epigenetics) พร้อมให้บริการตรวจวิเคราะห์กว่า 4,000 รายการ และรองรับการตรวจได้มากกว่า 30 ล้านเทสต์ต่อปี สะท้อนถึง ความมุ่งมั่นของ N Health ในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและเชิงป้องกัน
นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CICM), สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง (TUSAT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ วิทยาลัยดุสิตธานี ในการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย และพัฒนาหลักสูตรด้านการแพทย์และเวลเนสอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีด้านการแพทย์และเวชศาสตร์ป้องกัน, Wellness Real Estate, และอาหารสุขภาพ เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความชำนาญการทั้งเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ พร้อมรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมสุขภาพในระดับประเทศและนานาชาติ
“BDMS Wellness Clinic จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องเป็น Wellness Team Thailand เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน สร้าง Wellness Ecosystem ที่แข็งแกร่ง และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน” นายแพทย์ตนุพล กล่าวสรุป









