ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงความสำคัญของการทำงานด้านความปลอดภัยทางถนน โดยมุ่งเป้าลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นศูนย์ทั้งประเทศ โดยระบุว่า อุบัติเหตุทางถนนของไทยได้สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 3% ของจีดีพี ซึ่งในปี 2568 อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนยังเกินเป้าหมาย อยู่ที่ 8.39 คนต่อแสนประชากร โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญของไทย เช่น เทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ที่ประชาชนนิยมเดินทางไกล ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าช่วงปกติอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่ใช้ได้ผลในช่วงเวลาปกติ ยังไม่สามารถลดความเสี่ยงในช่วงเทศกาลได้
“คน รถ ถนน” วงจรอุบัติเหตุซ้ำซาก พบ 89% ผู้บาดเจ็บ–เสียชีวิตจาก จยย. ไร้ใบขับขี่
ดร.สุเมธ กล่าวว่า แนวทางในการลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล จำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายผ่านการขับเคลื่อนในระดับชุมชน เพื่อแก้ปัญหาใน 3 ปัจจัย คือ “คน รถ ถนน” ซึ่งเป็นวงจรของการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก
โดยปัจจัยด้านคน พบการขาดทักษะในการคาดการณ์ความเสี่ยงและมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งจากสถิติพบว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ (จยย.) กว่า 89% ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ขณะที่ปัจจัยด้านรถ พบปัญหาการขาดต่อทะเบียน และการตรวจสภาพประจำปี ส่งผลให้มีความเสี่ยงจากสภาพรถที่ไม่ปลอดภัย และไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. โดยมีรถจักรยานยนต์ที่ทะเบียนขาดกว่า 16 ล้านคัน และในจำนวนนี้กว่า 15 ล้านคันอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง
ส่วนปัจจัยด้านถนน พบปัญหาการออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับการใช้งาน โดยในประเทศไทยมีถนนเพียง 12% เท่านั้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ถนน นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายยังเป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ครอบคลุม และไม่ต่อเนื่องเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ขับขี่ได้
ลุย 4 จังหวัดสร้างชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัย สถิติอุบัติเหตุชี้ “ผู้สูงอายุ” กลุ่มเสี่ยงสูง
ดร.สุเมธ กล่าวว่า จากความสำเร็จในจังหวัดปราจีนบุรีในปีที่ผ่านมา ทำให้ในปีนี้มีการขยายไปยัง 5 พื้นที่ ใน 4 จังหวัด เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัยที่สามารถเป็นตัวแทนของพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศได้ ประกอบด้วย จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีลักษณะเป็นเมืองทางผ่าน โดยจากสถิติพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุ (50 ปีขึ้นไป) และในปีที่ผ่านมา มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าเป้าหมายถึง 81% ส่วนจังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว พบว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก และมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบ 20% เช่นเดียวกับจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมชานเมือง พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากที่สุด ขณะที่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม มีลักษณะแตกต่างออกไป โดยพบว่ากลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 25–39 ปี เป็นกลุ่มที่เสียชีวิตมากที่สุด และมักเกิดอุบัติเหตุหมู่หรืออุบัติเหตุขนาดใหญ่บ่อยครั้ง
“ทีมวิจัยเตรียมลงพื้นที่ในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดทำข้อมูลจุดเสี่ยงและกลุ่มเสี่ยง รวม 5 ชุมชน โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานระดับชุมชน เพื่อร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ของพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างแกนนำชุมชนในการสื่อสารและรณรงค์ด้านความปลอดภัย โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือทำให้ความปลอดภัยทางถนนเกิดขึ้นจริงในชุมชน และสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ” ดร.สุเมธ กล่าว
ทั้งนี้ สามารถติดตามความคืบหน้าโครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569 ได้ที่เพจ “Road Safety จังหวัดต้นแบบถนนปลอดภัย”













