ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มจีดีพี จาก 1.5% เป็น 1.8% แรงหนุนเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนภาษีทรัมป์

0
23

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปี 2568 จากเดิม 1.5% มาที่ 1.8%  จากการส่งออกชะลอตัวน้อยกว่าคาดช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคลดต่ำลง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยไม่แน่นอนสูง  คาด กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้ง  ควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากการประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มองว่ามีแนวโน้มดีขึ้น จึงปรับประมาณการจีดีพี จาก 1.5% เป็น 1.8%  จากการเร่งส่งออก ในช่วงนโยบายภาษีของสหรัฐฯเลื่อนการบังคับใช้ออกไป เช่น ในมาตรา 232 ส่งผลให้การส่งออกของไทยดีกว่าที่คาดการณ์

อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีทรัมป์ เนื่องจากมาตรา 232 อนุญาตให้ประธานาธิบดีกำหนดข้อจำกัดหรือภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าได้ หากเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ  อีกทั้งโลกมีความไม่แน่นอนสูง  จากการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯแทรกแซงเฟด ทำให้ตลาดการเงินคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยเร็วและแรง   รวมไปถึงความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้การจ้างงานเริ่มชะลอลง  บั่นทอนความเชื่อมั่นสกุลเงินดอลลาร์ฯ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงมาเกือบ 10%  ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นประมาณ 7%  

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 มาอยู่ที่ 1.8% จาก 1.5% จากแรงหนุนการส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษีฯตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) มีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ การส่งออกที่ชะลอตัวน้อยกว่าที่คาด ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคลดต่ำลง  อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าจะไม่โตไปมากว่าปีนี้ จากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีสหรัฐฯ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมืองที่ยังต้องติดตาม ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง  ซึ่งมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด  กล่าวว่า กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% อาจเสี่ยงโดนภาษี Transshipment ของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 27% ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขณะที่ประเมินว่าอัตราภาษีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Effective rate) ของไทยน่าจะอยู่ที่ราว 26% ต่ำกว่ามาเลเซีย แต่สูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยไทยมีสัดส่วนสินค้าที่โดนภาษีสูงกว่า 19% เกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ทำให้ยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งดูแลภาคการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบลูกโซ่ที่จะมีต่อธุรกิจและแรงงาน

ดังนั้น โจทย์สำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่ คือ การช่วยเหลือ SMEs กลุ่มที่โดนภาษีสูง และกลุ่มที่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้า โดยดูแลต้นทุนต่างๆ รวมไปถึงค่าเงินบาท เพื่อช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจให้แข่งขันได้  และการผลักดันให้ใช้วัตถุดิบในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และหาตลาดใหม่ๆที่มีโอกาสและศักยภาพ เช่น อินเดีย เม็กซิโก บราซิล

ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 232 ว่า จะมีผลกระทบต่อไทยชัดเจนมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสินค้าไทยเผชิญประเด็นภาษีดังกล่าวในสัดส่วนเพียง 12.3% ของมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยทั้งหมด มาที่สัดส่วน 19.5% หลังการประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้า Semiconductor ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงราวไตรมาส 4 ของปีนี้

ทั้งนี้ Semiconductor เป็นกลุ่มสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 100-300% แม้ว่าในรอบแรก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ และคอมพิวเตอร์ จะยังไม่ถูกเก็บภาษีดังกล่าวก็ตาม ผลกระทบจากการเก็บภาษีข้างต้น คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออก Semiconductor ของไทยพลิกจากเติบโตด้วยเลขสองหลักในปีนี้ เป็นการหดตัวลงราว 4.8% ในปี 2569 เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ครองสัดส่วนส่งออก Semiconductor ไทยสูงถึง 16.2%