กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยเศรษฐกิจผันผวน ผู้บริโภครัดเข็มขัด ธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลชะลอตัว ย้ำแผนปี 2569 สานต่อ 5 กลยุทธ์หลัก พร้อมจัดอีก 3 กลยุทธ์เสริม ดันยอดใช้จ่ายผ่านบัตรแตะ 420,000 ล้านบาท โต 6% สินเชื่อใหม่ 98,000 ล้าน โต 4% บัญชีลูกค้าใหม่ 627,000 บัญชี โต 9%
นายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ประกอบด้วย บัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังผันผวน ฟื้นตัวแบบเปราะบาง จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยแนวโน้มตลาดบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลยังชะลอตัวจากการแข่งขันที่รุนแรง และมาตรการควบคุมของภาครัฐ ขณะที่กลุ่มรายได้กลางถึงล่าง ยังเผชิญภาระหนี้สูง ราคาพลังงานที่ผันผวนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ จึงต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่อง
โดยข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ในปี 2568 พบว่า หมวดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุดเรียงตามยอดใช้จ่าย ได้แก่ 1.ประกันภัย, 2. ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ, 3. ปั๊มน้ำมัน, 4. ตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน และ 5. ช้อปออนไลน์
หมวดใช้จ่ายที่มีอัตราเติบโตสูงสุด ได้แก่ 1. โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชัน, 2. ตัวแทนท่องเที่ยว, 3. แอปดิลิเวอรี, 4. กองทุนรวม และ 5. กีฬาและนันทนาการ
จากข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น การเติบโตของการใช้จ่ายในหมวดสินค้าและบริการกลุ่มพรีเมียมชะลอลง เปลี่ยนไปหาทางเลือกในการใช้จ่ายที่ประหยัดและคุ้มค่ามากขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย เช่น บริการดิลิเวอรี อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มบริการท่องเที่ยวแบบครบวงจร การใช้จ่ายผ่านบัตรโตเล็กน้อย ขณะที่ความถี่เพิ่มขึ้นและมูลค่าต่อธุรกรรมเล็กลง และนิยมจ่ายแบบผ่อนชำระมากขึ้นเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและบริหารสภาพคล่อง
ดังนั้น เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายและความต้องการที่เปลี่ยนไป กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จึงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดผ่านมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ รวมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชันที่ตอบโจทย์ คุ้มค่า ช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารการใช้จ่ายได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ยังคงเดินตาม 5 กลยุทธ์เดิม ได้แก่
- มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยพัฒนาบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อผ่อนชำระให้มีจุดเด่นและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ยิ่งขึ้น พร้อมวางช่องทางการตลาดและการจำหน่ายที่เหมาะสม เช่น บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้
- ขยายระบบนิเวศพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจ ต่อยอดความร่วมมือในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เช่น เพิ่มแผนผ่อนชำระให้ครอบคลุมหมวดใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ร้านแว่นชั้นนำ, สัตว์เลี้ยง, บริการด้านสุขภาพ เป็นต้น
- สร้างเสริมนวัตกรรมทางการชำระเงิน เพื่อเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางบริการออนไลน์ผ่านความร่วมมือกับผู้ให้บริการชั้นนำ
- ผสานความร่วมมือในเครือกรุงศรีเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ เช่น โครงการ One Krungsri P-Loan : มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลของเครือกรุงศรี เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน, One Krungsri Insurance : ขับเคลื่อนธุรกิจนายหน้าประกันภัยพร้อมสนับสนุนโมเดลธุรกิจเพื่อการเติบโตของกลุ่มกรุงศรี, One Krungsri Wealth : พัฒนาสิทธิประโยชน์บัตรเครดิตให้ตอบโจทย์กลุ่ม Wealth ของธนาคาร
- พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยวางโครงสร้างและการบริหารทรัพยากรของหน่วยงานสนับสนุนให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจเพื่อลดค่าใช้จ่ายและพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานรองรับความเติบโตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดรับกับสภาวะแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ สร้างความเติบโตอย่างมีคุณภาพและรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจการเงิน และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป จึงเตรียม 3 กลยุทธ์เสริม ควบคู่ไปกับกลยุทธ์หลัก ดังนี้
1.การจัดการข้อมูลการใช้บัตรเครดิตอย่างเป็นระบบ เพราะข้อมูลสามารถสะท้อนพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ซึ่งนำมาต่อยอดแคมเปญการตลาด และวางแผนธุรกิจที่ตอบโจทย์ตรงความต้องการ เช่น การเพิ่มวงเงินสินเชื่อ การอัพเกรดบัตร หรือการ Cross-sell กับผลิตภัณฑ์ต่างๆในเครืองกรุงศรี โดยได้เริ่มต้นโครงการไปแล้วในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 และจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นในปีนี้
2.การขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ และการปรับเปลี่ยนวิธีพิจารณาลูกค้า เนื่องจากโครงสร้างสัดส่วนแรงงานในประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระสูงถึง 51% ขณะที่มนุษย์เงินเดือนและที่อยู่ในระบบราชการมีเพียง 49% ซึ่งที่ผ่านมาหลักเกณ์การอนุมัติจะปฎิเสธกลุ่มอาชีพอิสระสูงถึง 90% จึงเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ต้องปรับเปลี่ยนเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อเปิดรับลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการอิสระให้มากขึ้น ซึ่งเริ่มดำเนินการไปแล้วในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 เช่นเดียวกัน
3. การขยายเครือข่ายร้านค้า และหาพันธมิตรใหม่เพิ่ม เพื่อสร้างวอลุ่มการใช้จ่ายใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันได้หาพันธมิตรใหม่เพิ่มแล้วกว่า 100 ราย สร้างยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นถึง 600 ล้านบาท และยังต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบทุกโจทย์ความต้องการลูกค้าในระยะยาว
“ ภาพรวมตลาดตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงไตรมาสแรกปี 2569 มีความผันผวนสูงมาก คาดเดาได้ยาก เหมือนรถไฟเหาะ ปีนี้จึงเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดผ่านมาตรการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระ โดยตั้งเป้าปี 2569 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 420,000 ล้านบาท โต 6% ยอดสินเชื่อใหม่ 98,000 ล้าน โต 4% ยอดบัญชีลูกค้าใหม่ 627,000 บัญชี โต 9% และยอดสินเชื่อคงค้าง 147,000 ล้านบาท โต 3%” นายอธิศ กล่าวสรุป







