ทีทีบี ทุ่ม 1.4 หมื่นล้าน ซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 5 ปิดจ๊อบ 3.5 หมื่นล้าน เร็วกว่าแผน 1 ปี

0
7

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับมติที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร โดยคณะกรรมการที่ไม่มีส่วนได้เสียได้พิจารณาและอนุมัติการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 5 วงเงินประมาณ 14,000 ล้านบาท ผ่านวิธีการเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป หรือ General Offer ระยะเวลารับซื้อตั้งแต่วันที่ 16-27 พฤศจิกายน 2569 รวม 10 วันทำการ

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า โครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินรวม 35,000 ล้านบาท ระยะเวลา 4 ปี (ปี 2568-2571) ทีทีบีเน้นการบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อผู้ถือหุ้น โดยเริ่มโครงการในปี 2568  และสามารถดำเนินโครงการได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้ ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์เร็วขึ้น

ที่ผ่านมาทีทีบีได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนไปแล้ว 4 ครั้ง บรรลุมูลค่าซื้อหุ้นคืนสะสมประมาณ 21,000 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 10,038 ล้านหุ้น หรือ 10.29% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด เร็วกว่าแผนเดิมถึง 1 ปี และเนื่องจากหุ้นซื้อคืนไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล จึงช่วยเพิ่มผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นผ่านกลไกการจัดสรรกำไรและเงินปันผล

สะท้อนให้เห็นจากการจ่ายเงินปันผลครั้งล่าสุด ซึ่งทีทีบีประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2569 ที่ 0.081 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 23% จากปันผลระหว่างกาลของปี 2568 โดยมีปัจจัยหนุนจากทั้งการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ขึ้นเป็น 65% จาก 60% และจำนวนหุ้นที่ใช้คำนวณเงินปันผลที่ลดลงภายหลังการซื้อหุ้นคืนใน 4 ครั้งที่ผ่านมา

“ภายใต้สภาวะตลาดและปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน ธนาคารเห็นโอกาสในการเดินหน้าซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 5 ด้วยวงเงินที่เหลืออีกประมาณ 14,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายซื้อหุ้นคืน 35,000 ล้านบาท  และช่วยให้ผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์จากการบริหารเงินทุนของธนาคารเร็วกว่ากรอบเวลาที่กำหนดไว้เดิมซึ่งสิ้นสุดในปี 2571”

โดยธนาคารได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการที่ไม่มีส่วนได้เสีย และจะประกาศราคารับซื้อคืนสุดท้าย (Final Price) ในวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ในเบื้องต้นได้กำหนดกรอบราคารับซื้อคืนไว้ในช่วง 2.49-2.63 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับราคาที่พิจารณาแล้วว่าเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ขณะเดียวกันการดำเนินการผ่านวิธี General Offer ก็ยังช่วยลดความไม่แน่นอนจากความผันผวนของตลาด ไม่รบกวนการซื้อขายของผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทั่วไปในตลาดรอง ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการเพราะใช้ระยะเวลาเพียง 10 วันทำการ เทียบกับวิธีการจับคู่คำสั่งซื้อขายโดยอัตโนมัติ (Automatic Order Matching) ซึ่งใช้ระยะเวลา 6 เดือน

ทั้งนี้ ภายหลังการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน ธนาคารยังคงมีสภาพคล่องและฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง เพียงพอสำหรับรองรับการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

โดยคาดว่าอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (Capital Adequacy Ratio: CAR) ภายหลังการซื้อหุ้นคืนจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 19.0% ซึ่งใกล้เคียงกับธนาคารขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-SIBs และสูงกว่าระดับเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 12.0% อย่างมีนัยสำคัญ

การดำเนินโครงการครั้งนี้ สะท้อนถึงแนวทางการบริหารเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และความมุ่งมั่นของธนาคารในการเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านหลากหลายแนวทาง พร้อมรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตและการสร้างมูลค่าของผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว

#ttb #MakeREALChangeb #ซื้อหุ้นคืนครั้งที่5