หลังจากรัฐบาล มีนโยบายสร้างมั่นคงให้กับชีวิต และทรัพย์สินให้กับประชาชน โดยผ่านระบบประกันภัย โดยนำระบบประกันภัยเข้ามารองรับความเสี่ยง ได้เกิดโครงการประกันภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัย หวังสร้าง “เกราะคุ้มครอง” ให้คนไทยทั่วประเทศ ครอบคลุมราว 30 ล้านหลังคาเรือน ใช้งบประมาณ 15,000 ล้านบาท สำหรับเบี้ยประกันภัย เฉลี่ยครัวเรือนละ 500 บาทต่อครอบครัวต่อปี ขณะที่วงเงินคุ้มครองสูงสุดอยู่ที่ 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ตั้งเป้าเริ่มโครงการต้นเดือนตุลาคม 2569 นี้
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มภัยพิบัติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องดูแลประชาชนผู้ประสบภัย โดยงบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปีละกว่า 70,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลจึงมีแนวคิดที่จะให้ระบบประกันภัย เข้ามารองรับความเสี่ยงนี้เพื่อเพิ่มความสะดวก และเป็นเครื่องมือบริหารควรเสี่ยง โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย จะเป็นผู้รับประกันภัยในโครงการนี้
โดยรัฐบาลจะใช้งบประมาณ 15,000 ล้านบาท รองรับความเสี่ยงหรือความรับผิดชอบได้ประมาณ 75,000 ล้านบาท โดยรูปแบบการรับประกันภัย มีรูปแบบเหมือนกับการประกันภัยข้าวนาปี
หัวใจสำคัญของโครงการอยู่ที่การบริหารจัดการความเสี่ยง โดยบริษัทประกันภัยจะทำประกันภัยต่อกับบริษัท Reinsurance ในต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยง ขณะเดียวกันจะเก็บความเสี่ยงไว้ในประเทศ หรือ Local Retention รวมไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะกระจายความเสี่ยงไปต่างประเทศผ่านรูปแบบ Pool เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายจากภัยพิบัติครั้งใหญ่กระทบต่อฐานะของระบบประกันภัยในประเทศ
เลื่อนเปิดจาก 16 ก.ย. ขยับเป็นต้น ต.ค.
เดิมรัฐบาลวางกรอบเริ่มโครงการในวันที่ 16 กันยายน 2569 แต่ล่าสุดต้องเลื่อนออกไป โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ใน ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 สำหรับบริษัทประกันภัยที่จะเข้าร่วมโครงการ เบื้องต้นจะคัดเลือกบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ประมาณ 25 บริษัท จากทั้งหมด 47 บริษัท โดยให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งทางการเงิน เช่น มี CAR Ratio ราว 180-200% และมีผลกำไรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าบริษัทที่เข้าร่วมมีศักยภาพเพียงพอในการรองรับความเสี่ยง
ในช่วง 2 ปีแรก โครงการจะใช้รูปแบบการซื้อประกันภัยโดยตรงกับภาคธุรกิจไปก่อน ระหว่างรอการจัดตั้งหน่วยงานหรือกองทุนพิเศษเพื่อรองรับการดำเนินงานในระยะยาว โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันภัย เฉลี่ย 500 บาทต่อครอบครัวต่อปี
“น้ำท่วม” รับ 1 หมื่นบาททันที วาตภัย-แผ่นดินไหว 5 พันบาท
สำหรับความคุ้มครองที่อยู่อาศัย เบื้องต้นกำหนดว่า หากเกิด อุทกภัย ระบบจะจ่ายค่าสินไหมส่วนแรก 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณี วาตภัยหรือแผ่นดินไหว จ่ายส่วนแรก 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือนหลังจากนั้นจะพิจารณาจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยกำหนดวงเงินสินไหมรวมสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน และตั้งเป้าดำเนินการจ่ายค่าสินไหมภายใน 15 วัน ขณะเดียวกัน หากเกิดการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ระบบจะจ่ายเงินผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต 2 ล้านบาทต่อราย
บ้านไม่มีทะเบียนบ้าน เร่งขึ้นทะเบียนเข้าระบบ
โครงการตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยทั่วประเทศประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน โดยใช้ข้อมูลจากสำเนาทะเบียนบ้านเป็นฐานในการให้ความคุ้มครอง ส่วนบ้านเรือนที่ยังไม่มีทะเบียนบ้าน จะมีการเร่งสำรวจและดำเนินการขึ้นทะเบียน เพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบและได้รับความคุ้มครองได้เช่นเดียวกับบ้านที่มีทะเบียนบ้าน
โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัย แต่เป็นความพยายามวาง “โครงสร้างรับมือภัยพิบัติ” ในระดับประเทศ โดยใช้ทั้งเงินภาครัฐ ศักยภาพของบริษัทประกันภัย และการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดประกันภัยต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระความเสียหายจากภัยธรรมชาติเพียงลำพัง




