บลจ. ทิสโก้ เปิด 3 ธีมมาแรง ปี 2569 ตั้งเป้า AUM 4.7 แสนล้านบาท โต 6-8%  

0
33

บลจ. ทิสโก้ เปิดกลยุทธ์ปี 2569 เตรียมเปิดกองทุนใหม่สร้างผลตอบแทนตามเทรนด์โลก ชู 3 ธีมเด็ด ธุรกิจที่เกี่ยงข้องกับ AI – Healthcare & Wellness-กลุ่ม Defensive พร้อมพัฒนาคุณภาพบริการสร้างความมั่งคั่งให้ลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และกองทุนรวม (Mutual Fund) ตั้งเป้า AUM ทะลุ 4.7 แสนล้านบาท เติบโต 6-8% มุ่งหวังเป็น ‘Life-time Professional Investment Partner’ในระยะยาว

นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2568 มูลค่าสินทรัพย์รวมภายใต้การจัดการ (AUM) เติบโต 10.15% มาอยู่ที่ 448,087 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตจากการบริหารผลตอบแทนทในระดับที่ดี ทำให้ได้รับโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ขนาดใหญ่ และได้แรงหนุนจากสมาชิกที่เข้าใจการลงทุนมากขึ้น  ทำให้มีการปรับพอร์ตและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ จากเดิมที่เน้นตราสารหนี้และหุ้นไทยเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น และช่วยผลักดัน AUM รวมให้เติบโตตามไปด้วย

ขณะที่ ธุรกิจกองทุนรวม (Mutual Fund) เติบโตอย่างโดดเด่น โดยบลจ. ทิสโก้เปิดเสนอขายกองทุนใหม่ 9 กองทุน (ไม่นับรวมกองทุนทริกเกอร์) ทำให้ AUM ของธุรกิจ Mutual Fund ปี 2568 โต 17.98% มาอยู่ที่ 68,412 ล้านบาท เติบโตกว่าอุตสาหกรรมเกือบ 2 เท่า*

ส่วนตลาดหุ้นไทยแม้จะปรับลดลง สวนทางตลาดหุ้นโลก แต่บลจ.ทิสโก้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี จากผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนเปิด ทิสโก้ ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป (TISCOHD – A) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปีและตั้งแต่จัดตั้งกองทุนถึงปัจจุบัน อยู่ที่ 0.75% 18.90% 14.89% ต่อปี 6.08% ต่อปี 8.73% ต่อปี 8.04% ต่อปี และ 6.57% ต่อปี              

ขณะที่ดัชนีชี้วัด (Benchmark) ของกองทุนคือ SET High Dividend 30 (SETHD TRI) มีผลตอบแทนย้อนหลังอยู่ที่ 4.73% 19.94% 11.32% ต่อปี 5.78% ต่อปี 8.79% ต่อปี 7.48% ต่อปี และ 5.13% ต่อปีตามลำดับ

สำหรับปี 2569  ตั้งเป้า AUM เติบโต 6-8% หรือมี AUM อยู่ที่ 4.7 แสนล้านบาท  โดยธุรกิจกองทุนรวมจะขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางตัวแทนผู้สนับสนุนการขาย และช่องทางออนไลน์ ผ่านการสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ  ด้วยผลิตภัณฑ์กองทุนใหม่ๆ ง   เช่น กองทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ กองทุนที่ตอบโจทย์ยุคดอกเบี้ยต่ำ และกองทุนที่เน้นลงทุนในธีมเด่นในกระแสโลก เช่น กองทุนลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI (AI Revolution) กองทุนที่ลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับความปลอดภัยของโลก (Global Defense Tech) และกองทุนที่สร้างความยืดหยุ่นให้พอร์ตการลงทุน (Resilience)

นอกจากนี้ ช่วงที่ตลาดหุ้นทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวน  จะเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนผ่านกองทุนทริกเกอร์ทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ รวมถึงกองทุนทริกเกอร์ในรูปแบบธีมฟันด์  ซึ่งเป็นกลุ่มกองทุนที่ช่วยจับจังหวะสร้างผลตอบแทนระยะสั้นให้แก่นักลงทุนได้เป็นอย่างดี  โดยในปี 2568 เปิดเสนอขายกองทุนทริกเกอร์ทั้งหมด 4 กองทุน สามารถบริหารได้ถึงเป้าหมายทั้งหมด โดยถึงเป้าหมายในระยะเวลาได้ 3 กองทุน ถึงเป้าหมายเร็วที่สุดคือภายใน 25 วัน

ทั้งนี้ ณ วันที่ 28 มกราคม 2569 บลจ. ทิสโก้ออกกองทุนทริกเกอร์ฟันด์มาแล้ว 156 กองทุน (ถึงเป้าหมายในระยะเวลา 92 กองทุน และถึงเป้าหมายนอกระยะเวลา 34 กองทุน)  (ยังไม่ถึงเป้าหมายและเกินกว่ากำหนดเวลาลงทุน 10 กองทุน) และกองทุนไม่ถึงเป้าหมายและเลิกกองทุนแล้ว 20 กองทุน

“ปี 2569 จะเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการให้บริการในทุกธุรกิจ เช่น พัฒนาแอปพลิเคชัน TISCO My Funds ให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถเช็คยอดเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติมผ่านการลงทุนในกองทุนรวมได้ในแอปพลิเคชันเดียว พร้อมกับให้ความรู้ด้านการลงทุนและการเงินแก่ลูกค้ากองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งในระยะยาวมุ่งหวังเป็น   ‘ Life-time Professional Investment Partner ’ เพื่อลูกค้าสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน เกษียณอย่างไร้กังวล และมีความรู้การเงินที่รอบด้าน ” นายสาห์รัชกล่าว

นางแขขวัญ โรจน์วัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า จากการสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ การพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณที่ครบถ้วนรอบด้านแก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ทำให้มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) กว่า 328,000 ล้านบาท เติบโต 14.22% สูงกว่าอุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่โต 5.82%* 

ปัจจุบัน บลจ. ทิสโก้ส่วนธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีจำนวนบริษัทนายจ้างกว่า 5,900 บริษัท และมีจำนวนสมาชิกกว่า 628,000 ราย รักษาแชมป์ส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมกองทุน PVD ทั้งในมุม AUM สูงสุด รวมทั้งจำนวนนายจ้างและจำนวนสมาชิกมากที่สุด* 

สำหรับปี 2569 ยังคงมุ่งพัฒนาคุณภาพการให้บริการ โดยเฉพาะการวางแผนการเงินตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงเป้าหมาย ‘ Smart Retirement สุขทุกวันยันเกษียณ’ ด้วยการวางแผนการเงินที่ครบวงจรและตรงตามความต้องการของสมาชิกแต่ละราย พร้อมพัฒนาระบบวางแผนการเงินเฉพาะบุคคล ซึ่งจะสรุปให้สมาชิกเห็นว่า เงิน PVD ในปัจจุบันเพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณตามเป้าหมายหรือไม่  โดยระบบจะแนะนำว่าควรต้องเพิ่มการออม ปรับแผนการลงทุน หรือเพิ่มความคุ้มครองความเสี่ยงอย่างไรจึงจะเพียงพอ

นอกจากนี้ช่วยสมาชิกกลุ่มใกล้เกษียณเตรียมความพร้อม ด้วยงานสัมมนา ‘ ชีวิตดี๊ดี แฮปปี้ 55+ ’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 รวมทั้งโครงการ Smart HR FINCoach ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อพัฒนาความรู้ด้านการเงินสำหรับ HR และตัวแทนนายจ้าง เพื่อนำไปถ่ายทอดให้พนักงานได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งมอบรางวัล ‘ TISCO PVD Best Employer Awards ’ ให้แก่นายจ้างที่มีผลงานยอดเยี่ยมในการส่งเสริมและสนับสนุนการออมเพื่อเกษียณผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการวางแผนเพื่อความมั่นคงทางการเงินของพนักงาน

อีกทั้งเตรียมเปิดตัวกิจกรรม ‘ Healthcare Fair on Tour ’โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลชั้นนำ เดินสายให้ความรู้ด้านสุขภาพและแนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพในองค์กรต่างๆ  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ  รวมทั้งวางแผนการเงินป้องกันความเสี่ยงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ พร้อมสร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพควบคู่การออมเพื่อเกษียณ ตอกย้ำความสำคัญของสุขภาพต่อการวางแผนการเงินในยุคที่ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น (Longevity)

นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมการลงทุนปี 2569 ว่า มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดี จากนโยบายการเงินธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย กำไรบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังเติบโตได้ดีโดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI  เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงขยายตัวได้ดี และสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการดำเนินธุรกิจ แต่ยังมีความเสี่ยงจากภาษีการค้าและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และมูลค่าหุ้น (Valuation) หลายตลาดอยู่ในระดับสูง 

โดยมองว่ามี 3 ธีมลงทุน ที่เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี คือ  1). ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และระบบอัตโนมัติ เพราะเริ่มเห็นการนำไปใช้จริงในองค์กรทุกขนาด เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการให้บริการ 2). ธุรกิจเฮลธ์แคร์และเวลเนส จากสังคมสูงอายุและพฤติกรรมใส่ใจสุขภาพ ทำให้ความต้องการด้านการแพทย์ และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งผลประกอบการกลุ่มนี้มักไม่ผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจ 3). กลุ่ม Defensive เช่น ทองคำ และหุ้นปันผลสูง เป็นกลุ่มที่คาดว่าจะช่วยลดความผันผวนให้พอร์ตและเป็นกันชนเมื่อเกิดความไม่แน่นอน ในช่วงที่มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และภูมิรัฐศาสตร์ 

ส่วนตลาดหุ้นไทย มีปัจจัยบวก คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วงขาลง มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับต่ำและอัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ในระดับสูง  เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกรออยู่หากมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ  โดยคาดว่าดัชนีจะปิดปีที่ 1,350 จุด มีระดับ P/E ที่ 16 เท่า และ EPS ที่ 86.7 เท่า แม้มูลค่าหุ้นจะอยู่ในระดับที่ไม่สูง แต่ Upside ค่อนข้างจำกัด จึงแนะนำให้เน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

* ที่มา สมาคมบริษัทจัดการกองทุน (AIMC) ณ เดือนธันวาคม 2568