วิริยะประกันภัย เร่งเครื่อง Non-Motor ครึ่งปีโต 18%  ไม่หวั่นวิกฤตรุมเล้า มั่นใจจบปีเบี้ยแตะ 6,000 ลบ.  ดันส่วนแบ่งตลาดขึ้นอันดับ 6

0
46

นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)  เผยภาพรวมธุรกิจประกันภัย Non-Motor ครึ่งแรกปี 2569 เติบโต 18% สูงกว่าเป้าหมายทั้งปีที่วางไว้ราว 10% และเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่ขยายตัวประมาณ 3-3.5% พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ต Non-Motor อย่างต่อเนื่อง คาดสิ้นปีเบี้ยประกันรวมอาจแตะ 6,000 ล้านบาท จากเป้าหมายเดิม 5,700 ล้านบาท ขณะที่ตั้งเป้าขยับส่วนแบ่งตลาดจากอันดับ 8 ขึ้นสู่อันดับ 6 ภายใน 1-2 ปี

สำหรับ ธุรกิจ Non-Motor ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 สามารถเติบโตได้ถึง 18% ขณะที่ภาพรวมตลาดประกันภัยเติบโตประมาณ 3.5% สะท้อนถึงการขยายตัวที่สูงกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มประกันภัยทรัพย์สินและเบ็ดเตล็ด หรือ Property and Casualty Insurance (P&C) ที่เติบโตประมาณ 11% สูงกว่าตลาด P&C ซึ่งเติบโตประมาณ 3.5%

ขณะที่กลุ่มประกันสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล หรือ Accident & Health (A&H) ยังคงได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น หรือ Medical Inflation ส่งผลให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความจำเป็นในการมีหลักประกันด้านสุขภาพและอุบัติเหตุมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่สร้างการเติบโต ให้กับกลุ่ม Non Motor ของวิริยะ คือ  Motor Add-on ที่ออกแบบมาเพื่อขายควบคู่กับประกันภัยรถยนต์ สามารถสร้างการตอบรับจากลูกค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 100% แม้ปัจจุบันสัดส่วนพอร์ตยังไม่ใหญ่มาก แต่มีแนวโน้มเติบโตสูง

โดย Motor Add-on เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากธุรกิจประกันภัยรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของวิริยะประกันภัย ให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุระหว่างการขับขี่ รวมถึงค่าชดเชยกรณีนำรถเข้าซ่อม โดยเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 500 บาท ให้ความคุ้มครองเริ่มต้น 100,000 บาท และมีค่าชดเชยระหว่างซ่อมแบบเหมาจ่ายครั้งละ 2,000 บาท สูงสุด 5 ครั้งต่อปี

สำหรับจุดเด่นสำคัญคือผู้เอาประกันสามารถได้รับความคุ้มครองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด และสามารถซื้อ Motor Add-on ได้แม้ไม่ได้ทำประกันรถยนต์กับวิริยะประกันภัย เพียงมีกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์อยู่ก็สามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้

ปัจจุบันเบี้ยประกันจาก Motor Add-on อยู่ในระดับหลัก 100 ล้านบาทต่อปี จากพอร์ตประกัน PA ทั้งหมดของวิริยะประกันภัยที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี โดยการเติบโตได้รับแรงสนับสนุนจากตัวแทนจำหน่ายและระบบ Portal ใหม่ที่ช่วยให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ Motor Add-on ควบคู่กับประกันภัยรถยนต์ได้สะดวกมากขึ้น

P&C รับแรงหนุนภัยพิบัติ ดันประกันทรัพย์สินโต

สำหรับธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัย ในกลุ่ม P&C เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตมาจากความตื่นตัวของผู้บริโภคและภาคธุรกิจต่อความเสี่ยงจาก Climate Change และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมขนาดใหญ่ในพื้นที่หาดใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์แผ่นดินไหว รวมถึงเหตุเพลิงไหม้ ส่งผลให้ความต้องการทำประกันภัยทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ประกันภัยวิศวกรรม ซึ่งเติบโตมากกว่า 20% และประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย หรือประกันบ้าน เติบโตสูงถึง 29%  นับเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจคือ ประกันบ้าน 999 ซึ่งกำหนดเบี้ยประกันคงที่ 999 บาทต่อปี ให้ความคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาท โดยทุนประกันจะปรับตามประเภทวัสดุของตัวบ้าน เช่น บ้านปูน บ้านไม้ และบ้านกึ่งไม้กึ่งปูน ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเหมาะกับกลุ่มผู้ที่ไม่มีภาระสินเชื่อบ้านหรือผ่อนบ้านหมดแล้ว เนื่องจากกลุ่มที่ยังมีสินเชื่อมักต้องซื้อประกันตามเงื่อนไขของธนาคาร

นอกจากนี้ วิริยะประกันภัยยังเดินหน้าขยายตลาดกลุ่มผู้ประกอบการ SME ผ่านผลิตภัณฑ์ SME Secure ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ร้านค้าและร้านอาหารที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยมีเบี้ยประกันเริ่มต้น 1,500 บาทต่อปี ให้ความคุ้มครองสูงสุด 500,000 บาท เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงความคุ้มครองในราคาที่จับต้องได้

ครองแชมป์ Carrier’s Liability พร้อมเร่งขยายพอร์ต Non-Motor

สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัยความรับผิดของผู้ขนส่ง หรือ Carrier’s Liability วิริยะประกันภัยยังคงเป็นผู้นำตลาด โดยมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 56% และยังสามารถเติบโตได้มากกว่า 9% ปัจจุบันพอร์ต Non-Motor ของวิริยะประกันภัยมีสัดส่วนประมาณ 13% ของพอร์ตธุรกิจรวมทั้งบริษัท โดยบริษัทมีนโยบายขยายธุรกิจ Non-Motor ควบคู่ไปกับธุรกิจ Motor ซึ่งยังเป็นธุรกิจหลัก พร้อมใช้แนวทางการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปและเน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถต่อยอดกับฐานลูกค้าประกันภัยรถยนต์เดิม

เดิมบริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันรวม Non-Motor ในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 5,700 ล้านบาท แต่จากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตถึง 18% ทำให้บริษัทประเมินว่าเบี้ยประกันรวมทั้งปีมีโอกาสสูงที่จะเกินเป้าหมาย และหากไม่มีปัจจัยลบที่รุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะสามารถแตะระดับประมาณ 6,000 ล้านบาทได้

ตั้งเป้าขยับส่วนแบ่งตลาดขึ้นอันดับ 6 ใน 1-2 ปี

ปัจจุบันวิริยะประกันภัยมีส่วนแบ่งตลาด Non-Motor อยู่ที่ประมาณ 4.6-4.7% อยู่ในอันดับ 8 ของอุตสาหกรรม ปรับดีขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ในอันดับ 8 โดยบริษัทตั้งเป้าผลักดันอันดับตลาดขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 6 ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการขยายเครือข่ายพันธมิตร โดยปัจจุบันมีพันธมิตรรายใหญ่ 2-3 รายที่นำผลิตภัณฑ์ Motor Add-on ไปทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบ และสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ 100-200 ล้านบาทต่อรายต่อปี

โดยบริษัทมีแผนเพิ่มพันธมิตรรายใหญ่ในลักษณะดังกล่าวอีกประมาณ 5 ราย หากสามารถทำได้ตามเป้าหมาย คาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขาย Motor Add-on ได้อีกประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญในการเร่งการเติบโตของธุรกิจ Non-Motor

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกที่เติบโตถึง 18% หากช่วงครึ่งหลังของปีไม่มีปัจจัยลบที่รุนแรง แม้ในช่วง 3-4 เดือนสุดท้ายอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่บริษัทเชื่อว่าภาพรวมเบี้ยประกัน Non-Motor ตลอดปี 2569 จะยังสามารถเติบโตได้สูงกว่าเป้าหมายเดิม และมีโอกาสแตะระดับ 6,000 ล้านบาท

สำหรับกลยุทธ์ ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน จะไม่แข่งกันลดราคาเบี้ยประกันภัยหรือเล่นสงครามราคา (Price War) ที่ทำให้บริษัทไม่มีกำไร เพราะจุดยืนของวิริยะประกันภัยคือ เราต้องการดูแลลูกค้าทุกรายและทุกกรมธรรม์ที่อยู่กับเราตั้งแต่กรมธรรม์แรกจนถึงกรมธรรม์สุดท้าย เหมือนบทพิสูจน์ในวิกฤตประกันภัยโควิดที่เราดูแลรับผิดชอบเคลมจนจบแม้บริษัทจะบาดเจ็บและเจ็บตัวไปเยอะก็ตาม ดังนั้น เพื่อให้สามารถยืนหยัดดูแลลูกค้าได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน ตัวเราเองก็ต้องมั่นคงและยั่งยืนด้วย จึงมุ่งเน้นด้านคุณภาพและบริการเป็นหลักเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจและมีความสุข สำหรับอัตราการเติบโต ที่ผ่านมาพอร์ต Non-Motor เราโตด้วยตัวเลขสองหลัก (2-digit growth) มาโดยตลอด และในอนาคตเราก็จะยังคงมุ่งมั่นรักษาการเติบโตในระดับสองหลักนี้ไว้อย่างมีเสถียรภาพ