อมรเทพ ชี้ GDP ไทยโตไม่เกิน 2.5% ไปอีก 3-5 ปี แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาโครงสร้างรายได้ระยะยาว

0
20

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็นแสงสว่างหลังผ่านช่วงอ่อนแรงสุดของปีในไตรมาส 2 จากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก เมื่อสหรัฐ-อิหร่านลงนามสัญญาพักรบชั่วคราวแม้จะมีโอกาสกลับมาสู้รบกันใหม่ โดยการส่งออกไทยเป็นแรงหนุนสำคัญ และมาตรการภาครัฐช่วยประคองกำลังซื้อ  โดยมี 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ดังนี้

1.ราคาน้ำมันเฉลี่ย 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว

หลังราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในไตรมาส 2 ก่อนปรับตัวย่อลงมาช่วงปลายมิ.ย.-ต้น ก.ค. ลงมาต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มองต่อไปปัญหาอิหร่านยังระอุ แม้จะไม่ได้ทวีความรุนแรงเป็นสงครามเหมือนช่วงไตรมาส 2 สำนักวิจัยฯ คาดว่าไตรมาส 3 ราคาจะเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แม้ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้

2.เฟดคงดอกเบี้ยทั้งปี ที่ 3.75% ธปท.ตรึงดอกเบี้ย 1% 

สำนักวิจัยฯ มองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และเงินเฟ้อฝั่งสหรัฐไม่ได้มาจากด้านอุปสงค์มากนัก ค่าเช่าหรือค่าจ้างแรงงานไม่ได้ทวีความทะยานขึ้นสูง จึงน่าจะอยู่ระดับควบคุมได้ เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และจะปรับตัวสมดุลในปีหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์

3.สงครามการค้ารอบใหม่คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง

แม้ความขัดแย้งด้านพลังงานคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงใหม่กำลังย้ายไปที่สงครามการค้า ต้องจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯที่เคยบังคับใช้กับจีน อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไป ต้องติดตามผลดี-ผลเสียอีกครั้ง   

4.ค่าบาทแข็งค่าที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

GDP ปี 2569 มีโอกาสโตได้ 2% จากปัจจัยสำคัญการลงทุนภาคเอกชน ไม่ได้มาจากการบริโภคอีกต่อไป และจะเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตได้ดีกว่า GDP พร้อมประเมินว่าค่าบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าที่ประมาณ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐช่วงไตรมาส 3 จากเงินทุนไหลเข้าและแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ทรงตัว

5.รัฐบาลเร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่น

รัฐบาลจะหาทางสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ ลดการขาดดุลงบประมาณ มีวินัยการคลัง และไม่น่าชนเพดานหนึ้ที่ 70% ต่อ GDP ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาเครดิตของประเทศ  โดยคาดหวังว่ารัฐบาลจะเน้นการลงทุนภาครัฐร่วมกับเอกชน หรือการลงทุนใหม่ จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ เกิดการลงทุนระยะยาวกับประเทศ มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น  ซึ่งจากข้อมูลที่ผ่านมา หลังมาตรการจบ การบริโภคมักกลับมาทรุดตัว  จึงอยากเห็นตัวขับเคลื่อนหลักที่มาจากมาตรการ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน

“แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 3 เริ่มดีขึ้น แต่การบริโภคภาคเอกชนยังคงทรงตัว รายได้โตช้า ขณะที่ค่าครองชีพยังสูง มาตรการภาครัฐไตรมาส 3 น่าจะเป็นตัวประคองสถานการณ์  เป็นผลดีต่อกลุ่มอาหาร เครื่องดื่มของใช้ทั่วไป แต่ของใช้ขนาดใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เสี่ยงชะลออยู่ เพราะรายได้ของคนไม่ได้โตมาก ขณะที่ความเชื่อมั่นดูไม่ค่อยดีนัก”

ดร.อมรเทพ กล่าวถึงการลงทุนเอกชนว่า ยังไม่นิ่งแม้ FDI จะเข้าไทยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center แต่ยังไม่ได้มีการกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงยังไม่เกิดการทวีคูญทางเศรษฐกิจที่เร่งมากนัก ตัวภาคก่อสร้างยังทรุดตัว รายได้คนกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก  ด้านภาคการส่งออกเป็นบวก และสนับสนุนภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมโดยรวม แต่เนื่องจากในหลายอุตสาหกรรมมีสัดส่วนนำเข้าค่อนข้างสูง จึงยังไม่เห็นการส่งออกสุทธิที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ด้านนโยบายการเงินพร้อมผ่อนคลายต่อเนื่อง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงก่อนหน้าธปท.มองเป็นปัญหาด้านอุปทาน ไม่ใช่ด้านอุปสงค์  จึงไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง เงินเฟ้อมีโอกาสย่อลงได้  จึงมองว่าโอกาสที่ธปท.จะคงดอกเบี้ย 1% ตลอดทั้งปีเป็นไปได้สูง

ส่วนค่าเงินบาทที่อ่อนค่าราวๆ 33-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ช่วงที่ผ่านมา น่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง และการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่สำนักวิจัยฯมองว่า ไตรมาส 3 โอกาสที่ค่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปีมีโอกาสเป็นไปได้ มีเงินไหลเข้า และการคาดการณ์ว่าสหรัฐจะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย

“เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5%  แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% ยกเว้นจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข” อมรเทพ กล่าว

สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 คาดว่า GDP ขยายตัว 1.8% YoY หดตัว 0.5% QOQ,SA (เทียบไตรมาสก่อนหน้า หลังปรับฤดูกาล)  โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุ 100 เหรียญ/บาร์เรล ทำให้เกิดการนำเข้าค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การบริโภคชะลอจากราคาน้ำมันค่อนข้างสูง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น แม้จะมีมาตรการภาครัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายไตรมาส 2 แต่ไม่เพียงพอ การบริโภคภาคเอกชนยังเป็นบวก แต่ด้านการลงทุนเอกชนทรุดตัวจากต้นทุนสูง และถูกกดดันจากความเชื่อมั่นที่ลดลงค่อนข้างแรง