เครื่องยนต์ศก.แผ่ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหั่นจีดีพี ปี 69 โตแค่ 1.6%

0
23

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดปี 2569 เศรษฐกิจไทยโตชะลอลงมาที่ 1.6% จากการส่งออกที่หดตัวจากผลกระทบจากภาษีทรัมป์   การท่องเที่ยวที่อาจฟื้นตัวไม่เต็มที่  และการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านการเลือกตั้ง อาจกระทบต่อนโยบายงบลงทุนภาครัฐและการเบิกจ่าย  ขณะที่ภาคการผลิตที่ลดลงจากคำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศชะลอตัว เป็นโจทย์ท้าทายที่ภาครัฐต้องแก้ปัญหาระยะกลาง-ยาว เพื่อปรับให้เข้ากับเทรนด์โลก

ภาษีทรัมป์ ทำการค้าโลกป่วน

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2569 องค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ว่าการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 ที่ขยายตัวได้ 2.4% มาอยู่ที่ 0.5% เนื่องจากมาตรการภาษีของทรัมป์ส่งผลต่อต้นทุนการค้าและเพิ่มความไม่แน่นอน

โดยปี 2568 การค้าโลกได้อานิสงส์จากการเร่งส่งออกของภาคธุรกิจก่อนที่ภาษีเริ่มบังคับใช้จริงในเดือนสิงหาคม บวกกับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ที่พุ่งแรง โดยเฉพาะการส่งออกจากเอเชียไปสหรัฐฯ ตามการลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ของสหรัฐฯ สวนทางกับสินค้าประเภทอื่นที่ไม่ใช่ AI (Non-AI) ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ในขณะที่การส่งออกจากจีนไปเอเชียยังเติบโตได้ดีต่างกับการส่งออกไปสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดีธุรกิจในประเทศจีนยังเผชิญกับการแข่งขันรุนแรงทั้งด้านกำลังการผลิตและสงครามราคา (Anti-Involution) ซึ่งกดดันการทำกำไรของภาคธุรกิจในจีนอย่างต่อเนื่อง

ส่งออกหดแรง ท่องเที่ยวฟื้นช้า การเมืองไม่แน่นอน

กดดันจีดีพีปี 69 โตแค่ 1.6%

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ เปิดเผยถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่าคาดการณ์การเติบโตที่ 1.6% เทียบกับปี 2568 ที่จะขยายตัว 2.0%  จากการส่งออกในปี 2569 ที่คาดว่าจะหดตัว 1.2% จากฐานการเร่งการส่งออกปี 2568 ที่โตสูง 11% ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยแผ่ว จากสัญญาณส่งออกชะลอจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ(Tariff Uncertainty) และดีมานด์การค้าโลกที่ชะลอลง  โดยคาดว่าการส่งออกจะหดตัวสูงในตลาดหลัก จากการชะลอตัวของการค้าโลก  ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวในตลาดสหรัฐ อาเซียน และญี่ปุ่น

ด้านการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวไม่เต็มที่  แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้น แต่ยังเติบโตช้าและต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด  ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนหรือครัวเรือนมีแนวโน้มชะลอลง จากแรงหนุนจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอาจลดลงตามข้อจำกัดทางการคลัง โดยคาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายต่ออีก 1 ครั้ง ในปี 2569  

รวมไปถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งในปี 2569 ซึ่งจะกระทบการเบิกจ่ายของภาครัฐด้วยข้อจำกัดความเสี่ยงด้านการคลัง โดยเฉพาะงบลงทุนแม้ต้นปีงบประมาณ 2569  ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนไปมากแล้ว  ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนอาจจะจะชะลอลงในช่วงไตรมาสแรก  อย่างไรก็ตามหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว การเบิกจ่ายปีงบประมาณ2570 จะไม่ดีเลย์  

ดัชนี PMI – 1.8% หดตัวเป็นปีที่ 4

ต้นทุนวัตถุดิบ-แรงงานสูงขึ้น

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ประเมินว่าทิศทางธุรกิจปี 2569 ยังอยู่ท่ามกลางความท้าทาย การชะลอลงของคำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการแข่งขันกับสินค้านำเข้า กดดันการผลิตต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เสี่ยงหดตัวเป็นปีที่ 4 โดยประเมินปีหน้าจะติดลบประมาณ -1.8% ซึ่งเป็นการติดลบที่ลึกขึ้น เพราะผลจากภาษีทรัมป์ทั้งปี และเผชิญกับการแข่งขัน กับสินค้านำเข้า

ส่วนธุรกิจบริการส่วนใหญ่ เช่น ค้าปลีก ร้านอาหาร การแพทย์ ก่อสร้าง คาดเติบโตชะลอลง ขณะเดียวกันต้นทุนวัตถุดิบบางอย่างยังสูงซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 50-70% สำหรับการผลิตในแต่ละอุตสาหกรรม  และค่าแรงอาจปรับสูงขึ้น และยังมีโจทย์เชิงโครงสร้างของสังคมสูงวัย ที่วัยแรงงานจะลดลง ใน 5-10 ปีข้างหน้าทำให้การสร้างรายได้ยากขึ้นภายใต้ศักยภาพตลาดที่โตต่ำ ธุรกิจจึงยังต้องเน้นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ปรับตัวรับเทรนด์อย่างแตกต่าง และมองหาตลาดใหม่

นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่าแนวโน้มสินเชื่อระบบแบงก์ไทยในปี 2569 ว่า  มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  สอดคล้องกับการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยคาดว่าจะหดตัวลง 0.7%  ต่อเนื่องจากที่คาดว่าจะหดตัวลง 2.3% ในปี 2568 โดยสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายย่อย ทั้งในส่วนของสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อ จะยังคงหดตัวตามข้อจำกัดด้านรายได้และอำนาจซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มชะลอลงมาที่ระดับไม่เกิน 85% ต่อจีดีพี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง  และยังไม่น่าจะต่ำกว่า 80% ของจีดีพีตามเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยใน 2 ปีข้างหน้า 

ขณะที่แนวโน้ม NPL ปรับลดลง จากการบริหารจัดการอย่างหนักของสถาบันการเงิน ในการใช้เกษณฑ์ RL ปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว  อย่างไรก็ตามคาดว่าNPL ในปี 2569 จะอยู่ในระดับใกล้ 3% จากปี 2568 ที่ 2.8-2.85% ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลหนี้จากเครดิตบูโรพบว่า ขนาดหนี้ยิ่งเล็กยิ่งมีโอกาสเป็น NPL แต่ถ้าได้รับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยเร็ว  ก็มีโอกาสกลับมาประกอบธุรกิจได้มากกว่ากลุ่มที่เป็น NPL แล้ว ดังนั้น ทั้งสถาบันการเงินและลูกหนี้ ควรร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาแต่เริ่มมีการผิดนัดชำระ”