หลังเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) คนที่ 8 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เดินหน้ายกระดับความมั่นคงทางการเงินเพื่อวัยเกษียณขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับข้าราชการไทยและประเทศชาติ”โดยมุ่งยกระดับการลงทุนมืออาชีพ ดูแลสมาชิกอย่างเข้าใจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน ด้วยการ สร้างระบบนิเวศข้อมูล ปรับพอร์ตลงทุนรับมือโลกผันผวน และเปิดทางข้าราชการบำนาญ”ออมต่อ”
ดร.ศรพล กล่าวว่า ปัจจุบันสมาชิก กบข.ที่เกษียณอายุราชการได้รับเงินก้อนจากกองทุนเฉลี่ยประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ อีกทั้งยังมีหนี้สินเฉลี่ยสะสมสูงถึง 1.8 ล้านบาทต่อราย สูงกว่าเงินเกษียณที่จะได้รับ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่จะนำเงินก้อนทั้งหมดไปใช้หนี้ทันทีที่เกษียณ จึงไม่มีเงินสดเหลือเพียงพอในการดำรงชีพ สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
ดังนั้นเส้นทางสู่การเกษียณมั่นคง จึงต้องเริ่มจากการออมให้เร็ว ออมให้เพียงพอ และเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสม
สร้างระบบนิเวศข้อมูลการเงิน (Financial Data Ecosystem)
เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตร
เพื่อให้มีเงินออมรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างยั่งยืน กบข. จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารงานในระยะต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับการดูแลสมาชิก สร้างระบบนิเวศข้อมูลการเงิน (Financial Data Ecosystem) เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตรที่สำคัญ อาทิ กระทรวงการคลัง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อนำข้อมูลมาสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินและความต้องการของสมาชิกแต่ละกลุ่ม นำไปออกแบบบริการและคำแนะนำที่ตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น
“การเชื่อมโยงข้อมูลสินทรัพย์ทางการเงิน หนี้สิน รายได้ และรายจ่ายของสมาชิก จะประมวลผลออกมาเป็นงบดุลส่วนบุคคล (Personal Balance Sheet) ที่สะท้อนสถานะทางการเงินที่แท้จริง เพื่อให้ กบข.แนะนำสมาชิกวางแผนทางการเงินเพื่อเกษียณได้อย่างตรงเป้าหมาย เช่น หากงบดุลสมาชิกมีหนี้สินจำนวนมาก คำแนะนำเรื่องการวางแผนสะสางหนี้สินจะมาก่อนการออม แต่ถ้าไม่มีหนี้สินและสถานะการเงินมั่นคง ก็จะแนะนำแผนลงทุนที่ท้าทายมากขึ้น เพื่อโอกาสในการเพิ่มมูลค่าเงินออม”
ดันกฎหมายขยายสิทธิ์ “ออมต่อ”
ดร.ศรพล กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกที่เกษียณเพียง 0.8% หรือประมาณ 8,000 กว่าราย ออมเงินต่อกับ กบข. ขณะที่ยังมีสมาชิกอีกจำนวนมากที่อยากนำเงินก้อนที่ถอนไปแล้ว หรือเงินบำนาญที่ได้รับจากกรมบัญชีกลาง กลับเข้ามาออมต่อ แต่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย
กบข.จึงผลักดันการปรับปรุงกฎหมายขยายสิทธิ์ทางเลือกการบริหารเงินเพื่อวัยเกษียณ (ออมต่อ) สำหรับอดีตสมาชิก และข้าราชการบำนาญ ให้สามารถนำส่งเงินบำนาญ หรือเงินก้อน กลับเข้ามาออมกับ กบข.ได้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวและลดความเสี่ยงจากภัยมิจฉาชีพทางการเงิน
ทั้งนี้ต้องดำเนินการแก้กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งปัจจุบันได้ตั้งคณะทำงานย่อยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและกรมบัญชีกลาง ทำการยกร่างกฎหมายแล้ว โดยล่าสุดอยู่ในขั้นตอนการเสนอให้บอร์ด กบข. พิจารณา ก่อนส่งต่อไปยังกระทรวงการคลัง เข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภาตามลำดับ
“การแก้กฎหมายขยายสิทธิ์ ออมต่อ ไม่เพียงช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินวัยเกษียณ แต่ยังเป็นกลไกในการปกป้องการถูกมิจฉาชีพทางการเงินหลอกลวงอีกด้วย ซึ่งจากสถิติระบุว่าผู้สูงอายุถูกมิจฉาชีพหลอกลวงมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 23% “
นอกจากนี้ ยังต้องเดินหน้าขับเคลื่อนควบคู่ไปกับการจัดตั้งสถาบันให้ความรู้ทางการเงินอย่างครบวงจรหลังเกษียณร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และตลาดหลักทรัพย์ฯด้วย
รับมือโลกผันผวนด้วยกลยุทธ์ลงทุน “Hybrid TPA”
จากสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น ทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงสินทรัพย์ลดลง กบข. จึงศึกษาการพัฒนาแนวทางการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์รูปแบบใหม่ (Total Portfolio Approach: TPA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่เหมาะสมให้แก่สมาชิก โดยเริ่มนำแนวคิด Hybrid TPA มาประยุกต์ใช้ พร้อมเดินหน้ายกระดับกระบวนการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกมากยิ่งขึ้น
Hybrid TPA เป็นการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางการจัดสรรสินทรัพย์แบบดั้งเดิม หรือ Strategic Asset Allocation (SAA) ที่พิจารณาการลงทุนแยกตามประเทศหรือประเภทสินทรัพย์ ไปสู่การมองพอร์ตการลงทุนในภาพรวมผ่าน Risk Factor ที่มีผลกระทบต่อสินทรัพย์หลายประเภทพร้อมกัน เช่น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และเงินเฟ้อ (Inflation) ซึ่งจะช่วยให้ กบข. ปรับพอร์ตได้อย่างยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกมากขึ้น
โดยเป้าหมายสำคัญคือการรักษาเงินต้นและสร้างผลตอบแทนให้สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ประมาณ 2-3% ต่อปี
สำหรับผลตอบแทน กบข. ตั้งแต่ต้นปีถึง 16 สิงหาคม 2569 แผนการลงทุนพื้นฐานทั่วไป อยู่ที่ 8.08% แผนการลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์ 20.41% แผนหุ้นต่างประเทศ 24.19% แผนหุ้นไทย 34.69% ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงฟองสบู่ AI Semiconductor (กลุ่มหน่วยความจำ) ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาว กำแพงภาษีการค้าและการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
พร้อมกันนี้ กบข.ยังมุ่งยกระดับบทบาทสู่ผู้นำด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน (ESG Leadership) ผ่านการขับเคลื่อนแนวทาง Active Ownership และบูรณาการหลัก ESG เข้ากับกระบวนการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้สมาชิก ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศ
นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนองค์กรพร้อมก้าวสู่อนาคต (Data & AI Organization) ด้วยการวางฐานข้อมูล พัฒนาคนและสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดยนำ AI มาใช้ในการประมวลผลในงานด้านลงทุน บริการสมาชิก และเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร เพื่อให้ทำงานรวดเร็ว ลดงานซ้ำซ้อนและความผิดพลาด พร้อมทั้งช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
“กบข. จะเป็นมากกว่าผู้บริหารเงินออมเพื่อการเกษียณ แต่จะเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงทางการเงินระยะยาวของสมาชิกและประเทศ เราจะขับเคลื่อนองค์กรด้วยความเข้าใจสมาชิก การลงทุนอย่างมืออาชีพ และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีเส้นทางสู่การเกษียณที่มั่นคง พร้อมทำให้เงินลงทุนของ กบข. เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ” ดร.ศรพล กล่าวสรุป






