ไทยเครดิต ชูกลยุทธ์ “Quality Growth” เดินหน้าสู่ “Digital Core Banking”

0
13

ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT  เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ “Quality Growth” ยกระดับแพลตฟอร์ม หนุนระบบ “Core Banking – Digital Banking” เสริมทัพขยายฐานลูกค้า Micro SMEs และผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน  พร้อมโชว์ผลงานปี 2568 กำไรแตะ 4,016 ล้านบาท โต 10.8% อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) พุ่งสูงถึง 16% เด่นสุดในกลุ่มธนาคารไทย

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่าปี 2569 ยังคงยึดมั่นกลยุทธ์เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน  โดยตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อโต Double Digit  โดยบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมเดินหน้ายกระดับ Digital Core Banking เสริมศักยภาพให้กลุ่มลูกค้ารายย่อย และบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ SMEs อย่างรัดกุม

ทั้งนี้ ด้วยแรงหนุนจากโครงการรัฐ อาทิ Quick Big Win และ SME Credit Boost ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อให้บรรลุเป้าหมายเลขสองหลัก ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

ส่วนด้านการลงทุน ปี 2569 ธนาคารขับเคลื่อนผ่าน 2 แกนหลัก คือ

1)เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “alpha SME” เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการย้ายฐานข้อมูลของระบบ Micro Pay สู่แพลตฟอร์มใหม่ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

2)วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยยกระดับระบบปฏิบัติการหลักของธนาคาร หรือ “Core Banking” สู่ “Full Digital Banking Platform” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงลึกและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และปริมาณธุรกรรมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

สำหรับปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% เฉพาะไตรมาส 4/2568 กำไร 1,175 ล้านบาท เติบโต 15.9% QoQ โดยรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับสูงที่ 16.3% โดดเด่นที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารไทย ขณะเดียวกันเงินให้สินเชื่อรวมเติบโตสูง 181.9 พันล้านบาท เติบโต 11.5% YoY และยังรักษาระดับอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้แข็งแกร่งที่ระดับ 7.7% แม้เผชิญสถานการณ์ในช่วงที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ด้านการบริหารความเสี่ยง ได้ดำเนินการเชิงรุกคุมคุณภาพสินทรัพย์ โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จาก 4.4% ในปีก่อน และด้านคุณภาพสินทรัพย์ (Credit Cost) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 22.3% YoY มาอยู่ที่ระดับ 1.83% สะท้อนถึงวินัยในการบริหารพอร์ตสินเชื่อและการควบคุมต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

ทั้งนี้ ด้วยโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อที่กระจายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีฐานลูกค้ารวมกว่า 305,928 ราย ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าหลักอย่าง Micro SME และ Nano/Micro Finance ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนผ่านโครงการ “ตังค์โต Know-how” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมทักษะทางการเงินแก่ลูกค้าและประชาชนต่อเนื่องกว่า 9 ปี โดยขยายผลสู่ผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 308,782 คน ทั่วทุกภูมิภาค เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และลดอัตราการเกิดหนี้เสีย (NPL) ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน