BAM โชว์กำไรครึ่งปีแรก 1,511 ล้านบาท ปรับโมเดลธุรกิจใหม่รุกครึ่งปีหลังเต็มสูบ

0
37
BAM เผยผลงานครึ่งแรกปี 2568 สร้างผลเรียกเก็บได้ 10,154 ล้านบาท เติบโตถึง 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ 7,493 ล้านบาท  โดยผลเรียกเก็บไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก 118% มีกำไร 1,511 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 880 ล้านบาท เติบโต 72%  พร้อมปรับเกมรุกครึ่งหลัง เปลี่ยน Model “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” มาสู่ “Opportunities for All” ดันผลเรียกเก็บทั้งปีเข้าเป้า 17,800 ล้านบาท
 ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยถึง Business Model ว่า ยังคงใช้แนวทางให้โอกาสลูกหนี้ในการได้หลักประกันซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกินกลับคืนไปด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรน และช่วยเหลือลูกหนี้ฟื้นฟูกิจการหรือสถานะทางการเงิน โดยปรับโครงสร้างหนี้และหาทางออกที่ดีที่สุด ด้วยกระบวนการ Recycling Machine ซึ่งมีเป้าหมายในการเร่งสร้างโรงงานแก้หนี้ (TDR Factory) เพื่อฟื้นฟูให้ลูกหนี้กลับมามีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น  โดยสามารถสร้างรายได้จากการปรับโครงสร้างหนี้ NPL ลูกหนี้รายใหญ่รายหนึ่งได้ข้อยุติถึง 2,800 ล้านบาท
ขณะที่การบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA เดินหน้ากลยุทธ์พันธมิตรทางธุรกิจ (NPA Partnership) มุ่งขยายฐานธุรกิจและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ผ่านความร่วมมือกับบริษัทพันธมิตรที่มีศักยภาพ อาทิ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บริษัท วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารยูโอบี ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 
โดยคัดสรรและนำเสนอทรัพย์ NPA ขนาด Big Lots ให้พันธมิตรนำไปพัฒนาและเพิ่มมูลค่า ทั้งบ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม และที่ดินเปล่า เพื่อพลิก “ทรัพย์ร้าง” ให้กลายเป็น “ทรัพย์สร้างกำไร” ต่อยอดเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้กับ BAM อย่างต่อเนื่อง ลดระยะเวลาการถือครอง และสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว โดย BAM สามารถสร้างยอดขายจากการจำหน่ายทรัพย์แปลงใหญ่ได้ถึง 1,450 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวเป็นที่ดินเปล่าจำนวน 50 แปลง ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่รวม 26-3-37.40 ไร่
ทั้งนี้ผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2568 โดยภาพรวมเป็นที่น่าพอใจ สามารถสร้างผลเรียกเก็บได้สูงถึง 10,154 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 7,493 ล้านบาท เติบโต 36% ขณะที่ไตรมาส 2  มีผลเรียกเก็บ 6,962 ล้านบาท  จากไตรมาสแรกที่มีผลเรียกเก็บ 3,192 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 118% และมีกำไร 1,511 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 880 ล้านบาท 
 ดร.รักษ์  กล่าวถึงการดำเนินงานช่วงครึ่งหลังปี 2568 ว่า  ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกทั้งด้าน NPL/NPA ด้วยแนวทาง Stronger Together โดยการเปลี่ยน Model “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” มาสู่ Model ธุรกิจใหม่ ภายใต้แนวคิด “Opportunities for All” ที่ให้โอกาสลูกหนี้ NPL พลิกฟื้นกลับมาเป็นลูกหนี้ Reperforming Loan (RPL) ด้วยกลยุทธ์ TDR Factory และโครงการ FA Center  
รวมทั้งได้หารือกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) และธนาคารแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับแนวทางการกำหนดรหัสใหม่ให้กับลูกหนี้ผ่อนชำระดีต่อเนื่อง ซึ่ง BAM จะเดินหน้าประสานงานรวมถึงหาพันธมิตรธนาคารที่จะเข้ามาช่วยลูกหนี้กลุ่มนี้  ขณะเดียวกันยังช่วยกลั่นกรองและปรับสภาพหนี้ (Buffer) ของลูกหนี้ เพื่อลดภาะหนี้ของสถาบันการเงิน และให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น 
ส่วน NPA ยังเดินหน้าความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรที่เป็น Developers ทั้งขนาด S M L ในรูปแบบ Model ที่ Developers จะเข้ามา flipping และขายให้กลุ่มลูกค้าของตนเอง
ปัจจุบัน BAM มี NPL ที่อยู่ในความดูแล 91,009 ราย คิดเป็นภาระหนี้เงินต้น 487,117 ล้านบาท และ NPA จำนวน 28,043 รายการ คิดเป็นราคาประเมิน 77,812 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังเตรียมประมูลทรัพย์ประมาณ 30,000 ล้านบาท  จากที่คาดว่ากลุ่มสถาบันการเงินจะนำทรัพย์ออกมาประมูลกว่า 200,000 ล้านบาท โดยคาดว่า BAM น่าจะได้ทรัพย์ที่ประมูลได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท   โดยการเข้าซื้อทรัพย์ครั้งนี้เป็นการเลือกซื้อทรัพย์ตามที่ต้องการ ไม่ใช่การเข้าซื้อแบบ 360 องศา โดยโฟกัสไปที่กลุ่มหนี้ขององค์กร  SMEs และที่อยู่อาศัย  ซึ่งมั่นใจว่าเป็นกลุ่มทรัพย์ที่จะย่นระยะเวลาการถือครองจากเดิมอยู่ที่ 8 ปี  ลดลงมาถือครองไม่เกิน 4 ปีครึ่ง 
 ดร.รักษ์  กล่าวถึงทิศทางตลาดบ้านมือสองว่ามีแนวโน้มดีขึ้น จากสัญญาณสถาบันการเงินเริ่มปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยบ้านมือสองมากขึ้นเมื่อเทียบกับบ้านใหม่  ซึ่ง BAM เตรียมเปิดตัวโครงการ “ทรัพย์มหาชน” สำหรับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยราคาไม่แพง ผ่อนชำระกับ BAM โดยตรง หรือผ่อนชำระกับสถาบันการเงินพันธมิตรที่ปล่อยสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษให้กับลูกค้าที่ซื้อทรัพย์ BAM 
 “กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ BAM ยืนหยัดได้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง แต่ยังแปรเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสที่จะสร้างการเติบโตให้กับ BAM พร้อมนำไปสู่เป้าหมายผลเรียกเก็บตามที่ตั้งไว้ 17,800 ล้านบาท” ดร.รักษ์  กล่าวสรุป