นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นความท้าทาย โอกาสและแรงขับเคลื่อนให้ CRC คิดใหม่ทำใหม่ (Rethink & Reset) โดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมแกร่งการทำงานในทุกมิติ ทั้งเสริมศักยภาพบุคลากร ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เข้าใจและเข้าถึงลูกค้าได้ลึกกว่าเดิม เพราะวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ให้ความสำคัญกับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองหาประสบการณ์ที่ดีที่สุด คุ้มค่า สะดวก ง่าย และรวดเร็ว ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ด้วยอีโคซิสเต็มที่มีความยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และพร้อมปรับตัว เพื่อก้าวไปข้างหน้า
กางโรดแมป 3 ปี ชูกลยุทธ์ “New Heights, Next Growth”
ดังนั้น เซ็นทรัล รีเทล จึงกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งในทุกมิติภายใน 3 ปี โดยตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ และ EBITDA ต่อปีประมาณ 5% ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 45,000-47,000 ล้านบาท ขับเคลื่อนขยายศักยภาพองค์กร เสริมสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ตอกย้ำภาพผู้นำตลาดค้าปลีกและค้าส่งอย่างยั่งยืนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ตลอดจนเพื่อสร้างคุณค่าและผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
โดยโรดแมป 3 ปี ชูกลยุทธ์ “New Heights, Next Growth” ใน 5 แกนหลัก ยกระดับศักยภาพองค์กรสู่การเติบโตครั้งใหม่ช่วงปี 2568-2570 ดังนี้
1.Reinforce Customer Focus เข้าใจและเข้าถึงลูกค้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเดินหน้าเสริมแกร่งไปกับ The 1 Loyalty Program ในไทย และเวียดนาม ที่มีจำนวนสมาชิกรวมกันกว่า 26 ล้านราย ตอกย้ำการเป็นเบอร์ 1 ด้าน Loyalty Platform ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค พร้อมเดินหน้าขยายฐานกลุ่มลูกค้า Young & Mainstream กลุ่มกำลังซื้อสำคัญในอนาคต รวมไปถึงเจาะกลุ่มลูกค้า B2B เพิ่มโอกาสธุรกิจมากขึ้น
2.Strengthen CRC Foundation เสริมรากฐานขององค์กรให้แข็งแกร่ง สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจหลัก ทั้งยอดขายและกำไร ด้วยการขยายและปรับปรุงสาขา รวมเทคโนโลยีแพลตฟอร์มให้เป็นหนึ่งเดียว ต่อยอดสู่ประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ Omnichannel ที่ไร้รอยต่อ เพิ่มขีดความสามารถและสร้างรากฐาน เพื่อเร่งเครื่องนำ AI เข้ามาเสริมแกร่ง และผลักดันยอดขายออนไลน์ให้เติบโตแบบ Double Digit อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเร่งขยายธุรกิจ Food และ Mall ในเวียดนาม รวมถึงนำเสนอ Store Format ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเชิงลึกในแต่ละพื้นที่
3.Expedite New Growth เร่งสร้างการเติบโตให้กับ New Growth Engine ของเซ็นทรัล รีเทล ผ่านการขยาย GO WHOLESALE ด้วย 5 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การขยาย Private Labels, ก้าวสู่การเป็น HORECA Destination สำหรับกลุ่มธุรกิจอาหาร, เป็นผู้นำเรื่องของสด (Always Fresh-Forward), ขยายสาขาอีกกว่า 12-18 สาขา ภายใน 3 ปี และการพัฒนา New Store Concept และ Fulfillment Store ให้เหมาะกับกลุ่ม HORECA และค้าปลีกอาหาร
นอกจากนี้ยังเร่งขยายเครือข่ายธุรกิจของ Auto1 ซึ่งถือเป็น Full Service One-Stop Car Care Destination ด้วยการเร่งเปิดสาขาเพิ่มไม่ต่ำกว่า 10 สาขาต่อปี เพื่อให้ครอบคลุมในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ โดยจะเน้นบริการคุณภาพสูง ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้ และช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงบริการตรวจเช็คสภาพรถฟรี บริการซ่อมบำรุงครบวงจรตั้งแต่ยางรถยนต์ไปจนถึงระบบปรับอากาศ และจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ระดับโลก
4.Scale Synergy สร้างความร่วมมืออย่างเข้มข้นทั้งในองค์กรและนอกองค์กร โดยทำงานร่วมกันกับธุรกิจในเครือเซ็นทรัล รีเทล และเซ็นทรัลกรุ๊ป ทั้งการเพิ่มยอดขายและผลักดันการทำงานร่วมกันของพนักงานในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน บริหารจัดการพื้นที่ขายให้ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ด้วยโมเดล Mix-used และ Hybrid Retail Store ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะร่วมกับแบรนด์หรูชั้นนำจัดแคมเปญการตลาดข้ามธุรกิจใน Robinson Lifestyle Malls หรือการบริการ Auto1 ถึงบ้านสำหรับลูกค้า CPN และ Robinson Lifestyle
5.Disciplined Financial Management บริหารการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยควบคุมค่าใช้จ่าย เน้นลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ ปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องและยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ พร้อมบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น
“ เซ็นทรัล รีเทล ไม่เพียงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจ แต่ยังคงยึดมั่นในหลักการ “เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยผสานปรัชญาการดำเนินธุรกิจ CRC Care ทั้ง 7 มิติ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของทุกแผนงาน ด้วยความเชื่อว่าความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คือรากฐานสำคัญของการเติบโตระยะยาว เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กร Net Zero ในปี 2593 และสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน พนักงาน และลูกค้าให้เติบโตอย่างแข็งแรงไปพร้อมกัน” นายสุทธิสาร กล่าวสรุป






