KKP เผย 4 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง ชี้กระแสลงทุน AI แบกตลาดได้อีก 2-3 ปี

0
13

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร  หรือ KKP   จัดสัมมนาใหญ่ KKP 2026 Mid-Year Review ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนครึ่งปีแรก 2569  เผยโลกได้เปลี่ยนเข้าสู่สภาวะการลงทุนแบบใหม่ ทั้งสงครามที่กลับมาเป็นตัวแปรด้านราคา เงินเฟ้อที่ดื้อกว่าคาด และกระแสการลงทุน AI ที่ยังคงร้อนแรง เตือนจับตา 4 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP  กล่าวว่า ครึ่งปีแรก 2569 พิสูจน์แล้วว่าโลกได้เปลี่ยนเข้าสู่สภาวะการลงทุนแบบใหม่ ทั้งสงครามที่กลับมาเป็นตัวแปรด้านราคา เงินเฟ้อที่ดื้อกว่าคาด และกระแสการลงทุน AI ที่ยังคงร้อนแรง  ซึ่งคำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนไม่ใช่เกิดอะไรในครึ่งปีแรก แต่มีอะไรที่ต้องจับตาต่อจากนี้ ที่จะกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงครึ่งปีหลังต่อเนื่องถึงปีหน้า

4 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง 2569  

1)  การลงทุนด้าน AI คือ เครื่องยนต์หลักที่อุ้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้น ตราบใดที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเดินหน้าลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และชิปประมวลผล เศรษฐกิจเอเชียในห่วงโซ่อุปทานก็จะยังได้รับอานิสงส์ต่อไป

สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาคือความยั่งยืนของวงจรนี้ หลังจากตลาดเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่าผลตอบแทนที่ได้กลับมาคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ หากความเชื่อมั่นสั่นคลอน ตลาดหุ้นที่พึ่งพา AI เป็นหลัก  อาจเผชิญความผันผวนได้

2) ราคาน้ำมันและความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง ยังไม่แน่นอนและเปราะบาง และราคาน้ำมันยังไม่กลับสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเสี่ยงด้านพลังงานกลายเป็นตัวแปรที่ต้องนับรวมในทุกการตัดสินใจลงทุน ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนของภาคธุรกิจ รวมไปถึงความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนในที่สุด และท้ายที่สุดคือทิศทางอัตราดอกเบี้ย หากความตึงเครียดกลับมาปะทุอีกครั้ง ผลกระทบต่อตลาดจะรวดเร็วและรุนแรงได้

3) แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะดอกเบี้ยระยะยาว  ที่ตลาดเคยคาดหวังแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงเมื่อต้นปีได้เปลี่ยนไป การลงทุน AI ที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก บวกกับความเสี่ยงเงินเฟ้อจากแนวโน้มเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และการขาดดุลการคลังแบบขยายตัว ทำให้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงได้ยากกว่าที่คาด แรงกดดันจึงตกไปอยู่ที่ดอกเบี้ยระยะยาว

4) เศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอเชิงโครงสร้าง และพื้นที่นโยบายที่จำกัด แม้ในครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความไม่แน่นอนของโลกกระทบแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยอย่างเห็นได้ชัด และไทยเข้าสู่ครึ่งปีหลังด้วยกันชนที่บางลงกว่าที่เคย ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยเกินดุลในระดับสูงเริ่มลดลงจากประเด็นเชิงโครงสร้าง ส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ที่แคบลงสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ขณะที่การขาดดุลการคลังที่สูงขึ้นและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นทำให้รัฐมีเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง แรงกระแทกจากภายนอกอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าและฟื้นตัวช้า 

ด้าน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)  ระบุว่านักวิเคราะห์เริ่มเตือนการลงทุนใน AI ว่ายังมีความเสี่ยง โดยผลสำรวจพบว่าการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 4–5% และที่สำคัญยังไม่สามารถสร้างกำไรสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจได้ชัดเจนเทียบเท่าอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน หรือธุรกิจแพลตฟอร์มต่าง ๆ ขณะที่ต้นทุนการพัฒนายังอยู่ในระดับสูง จากข้อจำกัดด้านชิปขั้นสูง GPU และการใช้พลังงานปริมาณมหาศาล อย่างไรก็ตาม กระแสลงทุนดังกล่าวยังเป็นบวกต่อไทยในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องติดตามการสร้างผลตอบแทนเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจนภายใน 2–3 ปี

ทั้งนี้อีกความเสี่ยงที่ต้องจับตา ในระยะกลางคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มต้องดึงเงินลงทุนกลับมาเสริมความมั่นคงภายในประเทศมากขึ้น และเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาใหม่ หลังความขัดแย้งกระทบยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวระดับโลกของภูมิภาค

ขณะที่สิ่งที่ต้องจับตาในระยะสั้นคือการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่กำลังจะครบกำหนดการยกเว้นภาษีชั่วคราวในวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งจะทำให้ภาคการส่งออกของไทยที่คิดเป็น 40% ของการส่งออกทั้งหมดจะได้รับผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะขาดดุลและค่าเงินบาทอ่อนค่ามากขึ้นกว่าที่คาด

#KKP #KKP2026MidYearReview #เทรนด์ลงทุนAI #ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง2569