ทริสเรทติ้ง คง GDP ไทยปี 2568 ที่ 1.8% 

0
35

ทริสเรทติ้ง คาดการณ์การเจรจากับสหรัฐฯ ในช่วงพักการเก็บภาษีแบบตอบโต้เป็นเวลา 90 วัน จะนำไปสู่การกำหนดอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ระดับ 20% ต่ำกว่าระดับ 36% ที่รัฐบาลสหรัฐฯได้ประกาศไว้   จึงคงคาดการณ์การเติบโตของ GDP ของไทยในปี 2568 ที่ระดับ 1.8%   

ทั้งนี้ทริสเรทติ้ง ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของทั้งการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคภาคเอกชน เนื่องจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค  นอกจากนี้ การส่งออกและนำเข้าสินค้าโดยรวมในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ คาดว่าจะลดลง 10.5% ขณะที่การส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ และจีนจะเติบโตตัวเพียงเล็กน้อยที่ 0.15%

ประมาณการ GDP และองค์ประกอบทางเศรษฐกิจ

เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญ2562256325642565256625672568F*
 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  (% จากปีก่อน)2.1-6.11.62.62.02.5  1.8   
    การบริโภคภาคเอกชน4.0-0.80.66.26.94.42.3 (3.1)
    การอุปโภคภาครัฐ1.61.43.70.1-4.72.52.5
    การลงทุนภาคเอกชน2.6-8.12.94.63.1-1.61.8 (2.6)
    การลงทุนภาครัฐ0.15.23.5-3.9-4.24.85.2 (3.7)
   ปริมาณการส่งออก  (สินค้าและบริการ)-3.0-19.711.16.22.47.81.2 (0.9)
    ปริมาณการนำเข้า (สินค้าและบริการ)-5.2-13.917.83.4-2.56.31.3 
    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน)39.96.70.411.228.135.536.0

 ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประมาณการโดยทริสเรทติ้ง

 หมายเหตุ: * ประมาณการครั้งก่อน ณ วันที่ 23 เมษายน 2568 ในวงเล็บ

การลงทุนภาครัฐ แรงขับเคลื่อนหลักการเติบโต

ปี 2568 คาดว่าการลงทุนภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยจะขยายตัว 5.2% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิมที่ 3.7% รัฐบาลมีแนวโน้มเร่งเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับโครงการลงทุนที่อนุมัติไปแล้วเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

ไตรมาส 1 ปี 2568 การลงทุนภาครัฐปรับตัวดีขึ้น 26.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ซึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในไตรมาส 1 ปี 2567 นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้โอนงบประมาณจำนวน 1.57 พันล้านบาทจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านดิจิทัลวอลเล็ตไปยังงบกลางเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยงบประมาณส่วนนี้มีแนวโน้มว่าจะถูกนำไปใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่วยเหลือผู้ส่งออก และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนแทน ดังนั้น การใช้จ่ายเพิ่มเติมนี้จึงคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการลงทุนภาครัฐในปีนี้ด้วยบางส่วน

ลดคาดการณ์เติบโตการลงทุน&บริโภคภาคเอกชน-ส่งออก-ท่องเที่ยว

ทริสเรทติ้งปรับลดคาดการณ์การเติบโตของการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคภาคเอกชน เนื่องจากแผนการเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยการลงทุนภาคเอกชนในปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 1.8% ชะลอลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.6% เนื่องจากนักลงทุนรอดูผลกระทบต่อเศรษฐกิจก่อนตัดสินใจลงทุนใหม่

นอกจากนี้ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเก็บภาษีต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน ในไตรมาสแรกของปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนหดตัวลง 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของการลงทุนในภาคการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยและอาคารพาณิชย์

โดยทริสเรทติ้งปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนในปี 2568 ลงมาอยู่ที่ 2.3% จาก 3.1% ซึ่งสอดคล้องกับความล่าช้าในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านดิจิทัลวอลเล็ตและการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ

ด้านการส่งออกสินค้าและบริการ คาดว่าจะยังเติบโตในระดับต่ำที่ 1.2% อย่างไรก็ตาม ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกสินค้าของไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2568   ขณะที่การส่งออกบริการ คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไว้ที่ 36 ล้านคน  เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ 6 ล้านคน สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะชะลอตัวลงจากผลกระทบของภาษีนำเข้าสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากจีนยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติจากภูมิภาคอื่น (ยกเว้นเอเชีย) ขยายตัวในอัตราเลขสองหลักในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 ด้วยซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวระยะไกล เช่น นักท่องเที่ยวจากยุโรป

เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในระยะข้างหน้า ความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มคงอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ เข้าสู่กระบวนการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ แต่ผลลัพธ์นั้นยากที่จะคาดเดา ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนเกิดความล่าช้ากระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน

ในกรณีที่มาตรการภาษีของสหรัฐฯมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ เศรษฐกิจโลกอาจเผชิญกับการชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลทำให้ดุลการค้าของไทยแย่ลงไปอีก นอกจากนี้ หากงบประมาณรัฐบาลปี 2569 มีความล่าช้าก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในเชิงลบเพิ่มเติมต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสสุดท้าย

ยิ่งไปกว่านั้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อาจทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสหรัฐฯ ล่าช้าออกไป ซึ่งจะส่งผลให้สภาวะการเงินทั่วโลกตึงตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ อีกทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก อาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ในขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินที่ยังมีความไม่แน่นอนของประเทศเศรษฐกิจหลักก็อาจนำไปสู่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดทุนทั่วโลก