Finnomena บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนเวลธ์เทคชั้นนำของไทย (WealthTech Investment Advisor Company) ฉลองครบรอบ 10 ปี เปิดตัวฟีเจอร์แผนการลงทุน ‘Investment Call’ และ ‘Finnomena Chat’ ยกระดับประสบการณ์ลงทุน เพื่อนักลงทุนทุกคนปลอดภัยจากสแกมเมอร์ พร้อมเผยกลยุทธ์ปี 2026 ‘The K-Shaped World’ ค้นหาโอกาสการลงทุน ท่ามกลางโลกที่แบ่งขั้ว
นายเจษฎา สุขทิศ Co-Founder & CEOFinnomena Group เปิดเผยว่า ในฐานะกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนเวลธ์เทคของไทย ด้วยสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำการลงทุนของกลุ่มบริษัทกว่า 66,000 ล้านบาท และทีมงานผู้แนะนำการลงทุนมืออาชีพมากกว่า 3,000 คนทั่วประเทศ (ธ.ค. 68) ที่ยังคงมุ่งมั่นในภารกิจช่วย ยกระดับคุณภาพการลงทุนของคนไทย ค้นหาโอกาสลงทุนที่ดีที่สุดให้กับทุกคนในทุกวัน ซึ่งในปัจจุบันมีการเข้าถึงข้อมูล ของ Finnomena รวมทุกแพลตฟอร์มกว่า 30 ล้านครั้งต่อเดือน
นายกสิณ สุธรรมมนัส Co-Founder & Chief Strategy Officer Finnomena Group กล่าวว่า กองทุนที่ถูกแนะนำโดย Finnomena Funds ทั้งกลยุทธ์แบบ Trend Following, Contrarian และ Long-Term Call มีอัตรา Win Rate สูงถึง 75% นับตั้งแต่ปี 2023 ตอกย้ำถึงความเชี่ยวชาญในการเป็นบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน WealthTech ที่นักลงทุนให้ความมั่นใจ ต่อคำแนะนำลงทุนมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย โดยกองทุนที่แนะนำในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา มี NAV ของกองทุนปรับเพิ่มสูงขึ้นถึง 35,000 ล้านบาท
ในโอกาสครบรอบ 10 ปี Finnomena จึงได้นำเสนอบริการใหม่ Chat & Call บนแอปพลิเคชัน ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงการลงทุน ได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้
แผนการลงทุนnvestment Call: ช่วยเพิ่มความสะดวกในการลงทุนตามคำแนะนำของ Finnomena Funds ด้วยระบบแจ้งเตือน แบบ Real-Time ผ่านอีเมล, LINE และแอปพลิเคชัน เพียงเลือกกองทุนที่สนใจ ซื้อและลงทุนผ่านแผน Investment Call แล้วรอรับคำแนะนำ “ซื้อ” “ถือ” “ขาย” เพื่อไม่ให้พลาดทุกโอกาสลงทุนเมื่อมี Call แนะนำ เปิดใช้งานแล้วในเดือนมกราคม
Finnomena Chat: นักลงทุนสามารถพูดคุย รวมถึงแชทกับผู้แนะนำการลงทุนโดยตรงผ่านแอป Finnomena โดยไม่ต้องติดต่อ ผ่านโทรศัพท์ หรือแอปแชทอื่น ๆ อีกต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ต้องเสี่ยงกับการเจอมิจฉาชีพ โดยจะเปิดใช้งานปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติม
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ Co-Founder Finnomena Group และ CEO Finnomena Funds เปิดเผยถึงแผนกลยุทธ์ การลงทุนประจำปี 2026 ว่า ภายใต้ธีม ‘The K-Shaped World’ โลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่กำลังถูกจัดระเบียบ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ โดยมีหลายปัจจัยที่ต้องจับตามอง เช่น
“The AI CAPEX Divide” การลงทุนด้าน AI คือตัวเร่งให้เกิดภาพเศรษฐกิจแบบ K-Shape ชัดเจนขึ้นทั้งในสหรัฐฯ และจีน โดยบริษัทที่มีความพร้อมจะเติบโตฉีกห่างออกไป “Fiscal Revival” การฟื้นคืนชีพของนโยบายการคลังที่รัฐบาลประเทศสำคัญ อย่าง สหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น หันมากระตุ้นการคลังเพิ่มขึ้น “Fragmentation 2.0” โลกแบ่งขั้วระลอกใหม่ แม้ความผันผวน เรื่องกำแพงภาษีอาจลดลง แต่ยังคงแบ่งฝ่ายชัดเจน
ดังนั้น กลยุทธ์หลักในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงหาโอกาสเติบโต แต่ต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ ควบคู่กับ การกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยแนะนำหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้ประโยชน์จาก AI Supply Chain ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลกทั้งสหรัฐฯ จีน และเอเชีย พร้อมกับเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น และสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน เพราะกำลังเข้าสู่ยุคการกระตุ้น ทางการคลังอย่างเต็มตัว
และควรป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่า ผ่านการลงทุนในทองคำและหุ้นเหมืองทอง รวมถึงสะสมหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า





