“K WEALTH Forum 2026” ชี้โลกเข้าสู่ภาวะ“เศรษฐกิจแบ่งขั้ว” แนะหมุนพอร์ตสู่ยุโรป–เอเชีย–โครงสร้างพื้นฐาน AI

0
33

งานสัมมนาใหญ่แห่งปี K WEALTH Forum 2026: Your Future-Ready Wealth โดยธนาคารกสิกรไทย ผนึกกำลัง K WEALTH CIO และพันธมิตรระดับโลก J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier ระบุว่าโลกการลงทุนกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจแบ่งขั้ว” และปรากฏการณ์ “The Great Repricing” หรือการปรับมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ พร้อมเปิดตัว “KEWIN” AI วิเคราะห์อินไซต์การลงทุนจากทั่วโลกแบบเรียลไทม์  ส่งสัญญาณปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของลูกค้า

ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โลกกำลังอยู่ท่ามกลางจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน ทั้งจากคลื่น AI ที่สร้าง Productivity Shock การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสังคมสูงวัย  K WEALTH จึงปรับบทบาทเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ บริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้ารับมือระเบียบโลกใหม่ ด้วย 3 แกนหลัก คือ 1) Diversification สร้างระบบกระจายพอร์ตที่สมดุลและยืดหยุ่น เพื่อให้พอร์ต “ไม่เปราะบาง” ในทุกสถานการณ์ 2) Downside Awareness เน้นบริหารความเสี่ยงปกป้องเงินลงทุนในยามตลาดผันผวน แทนการไล่ล่าจังหวะทำกำไรสูงสุด และ 3) Long-term Discipline ยึดมั่นวินัยการลงทุนระยะยาว เพื่อเอาชนะแรงกดดันจากอารมณ์และข้อมูลที่ล้นทะลัก

สศช. คาดเศรษฐกิจไทยปี 2026 โต 1.5 – 2.5%

ชี้ส่งออกสหรัฐฯ – AI เป็นแรงขับเคลื่อน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2026 ว่า ยังเผชิญความเปราะบางจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายตัวในหลายภูมิภาค ทั้งยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และอินโด-แปซิฟิก จนนำไปสู่สภาวะ “เศรษฐกิจแบ่งขั้ว” (Fragmentation)

ปริมาณการค้าโลกยังคงขยายตัวได้ จากการปรับตัวของแต่ละประเทศในการหาทิศทางการส่งออกใหม่ ซึ่งไทยยังมีแต้มต่อสำคัญ ทั้งการส่งออกไปสหรัฐฯกว่า46.7% เป็นกลุ่มที่อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นภาษี และแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ทั่วโลก ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงขับเคลื่อนให้โมเมนตัมเศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อได้ที่ 1.5 – 2.5%

Lombard Odier ระบุโอกาสลงทุนในยุโรปและตลาดเกิดใหม่

Mr. John Woods, Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions – Asia จาก Lombard Odier  มองภาพรวมเศรษฐกิจโลกว่า ยังคงมีเสถียรภาพและเติบโตใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่ยูโรโซน มีการเติบโตสูงกว่าคาดการณ์ แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยลบด้านการค้าโลกที่ตึงตัวขึ้น  รวมไปถึงนโยบายการเงินโลกเริ่มผ่อนคลาย โดยคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ขณะที่ฝั่งยุโรป (ECB) ยังรักษาระดับดอกเบี้ยคงที่ ส่วนญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งตามทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว

ในด้านสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯยังคงได้เปรียบด้านเทคโนโลยี ขณะที่จีนต้องเผชิญกับความเปราะบางด้านพลังงานอย่างรุนแรง จากแหล่งนำเข้าน้ำมันหลักทั้งรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลา ต่างตกอยู่ในภาวะวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่กดดันสหรัฐฯ คือการที่จีนรุกคืบจนทัดเทียมในภาคการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมหนัก ทำให้สหรัฐฯจำเป็นต้องเร่งปกป้องตลาดในประเทศ และสร้างห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มพันธมิตร

ดังนั้นเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสภาวะเศรษฐกิจช่วงปลายวัฏจักร (Late-cycle boom) Lombard Odier แนะนำกลยุทธ์ปรับพอร์ต จาก “การกระจุกตัว” ไปสู่ “การกระจายความเสี่ยง” โดยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีมูลค่าน่าสนใจ และช่วยป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ทองคำ หุ้นกู้แปลงสภาพ รวมถึงหุ้นในตลาดเกิดใหม่และยุโรปที่ระดับราคายังไม่สูงจนเกินไป  พร้อมลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ และตราสารหนี้ทั่วโลก เนื่องจากเผชิญภาวะราคาตึงตัวและมีการกระจุกตัวของเม็ดเงิน  เพื่อคว้าโอกาสเติบโตท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ในปี 2026

J.P. Morgan เผยเม็ดเงินลงทุน 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ไหลเข้า ดาต้า เซ็นเตอร์ -เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน

Mr. Alexander Treves, Managing Director, Head of Investment Specialist- Asia, J.P. Morgan Asset Management  กล่าวว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ จะเข้ามาปฏิวัติผลิตผลของเศรษฐกิจโลกในทุกมิติ ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่เร่งชิงความได้เปรียบเพื่อลดการพึ่งพาประเทศอื่น โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนสะสมในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI พุ่งสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2024–2029

จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือการเคลื่อนย้ายของเม็ดเงิน (Capital Pivot) จากกลุ่มซอฟต์แวร์หรือหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรม “ต้นน้ำ” หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI ใช้งานได้จริง ได้แก่ ระบบดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และคลาวด์ (Cloud) ที่ต้องรองรับการประมวลผลข้อมูลมหาศาล รวมถึงกลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์อันเป็นหัวใจหลักในการสร้าง Model ต่าง ๆ

แต่สิ่งสำคัญที่สุดและเป็น “จิ๊กซอว์ตัวตัดสิน” คืออุตสาหกรรมพลังงานและแบตเตอรี่ เนื่องจากกระบวนการผลิตชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล ส่งผลให้ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากวัฏจักรเทคโนโลยีในครั้งนี้

K WEALTH เปิดกลยุทธ์ “The Great Repricing”

แนะจัดทัพ “AI คลื่นลูกที่สอง” มุ่งโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงานโลก

นางสาวศิริพร สุวรรณการ, CFA, CFP® K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ปรากฏการณ์ “The Great Repricing” หรือการปรับมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ ท่ามกลางกติกาเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง โดยตลาดจะเริ่มให้มูลค่ากับสินทรัพย์ที่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากภูมิทัศน์ใหม่ของโลกได้มากที่สุด ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุคแห่งการ “กระจุกตัว” และเริ่มต้นยุคแห่งการ “กระจายพอร์ต” (From Concentration to Diversification)

จากข้อมูล Global Equity Map 2026 พบสัญญาณชัดเจนว่า ตลาดหุ้นที่เคยร้อนแรงอย่าง NASDAQ และ S&P500 กำลังเผชิญภาวะมูลค่าตึงตัว และการลงทุนที่กระจุกตัวหนาแน่นเกินไปขณะที่หุ้นที่มีการเติบโตของกำไร เริ่มขยายตัวออกไปนอกสหรัฐฯ มุ่งหน้าสู่หุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและระดับราคาที่ยังไม่แพง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและยุโรปที่มีความโดดเด่นอย่างมาก

เสริมเสถียรภาพให้พอร์ตแกร่งด้วยกลยุทธ์ ‘Core & Satellite’

1.Core Portfolio แนะนำกองทุนผสม K-WealthPLUS Series ที่ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง J.P. Morgan Asset Management เพื่อปรับสัดส่วนสินทรัพย์ตามสภาวะตลาดโดยอัตโนมัติ เสริมด้วยกองทุน K-GDBOND เพื่อล็อกผลตอบแทนจากตราสารหนี้โลกในช่วงดอกเบี้ยสูง

2.Satellite Portfolio เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ผ่านกองทุนเฉพาะกลุ่ม เช่น กองทุน K-ATECH ที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชีย กองทุน K-GINFRA จับเทรนด์พลังงานโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง กองทุน ES-EG ที่เน้นหุ้นยุโรปที่มีมูลค่าน่าสนใจและได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และกลุ่ม Private Asset เช่น Private Equity และ Private Credit ซึ่งช่วยลดความผันผวนจากตลาดหุ้นหลักได้

“KEWIN”  AI อัจฉริยะ “ผู้เฝ้าพอร์ตส่วนตัว  

เพื่อให้นักลงทุนก้าวทันทุกสถานการณ์ นายวีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor, K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย แนะนำ “KEWIN” คือ AI อัจฉริยะผู้ทำหน้าที่เสมือน “ผู้เฝ้าพอร์ตส่วนตัว” ที่ออกแบบมาเพื่อเข้าใจตัวตน เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละรายอย่างแท้จริง

โดยจุดเด่นของ KEWIN คือการทำงานประสานกับทีม K WEALTH CIO เพื่อนำอินไซต์การลงทุนจากทั่วโลกมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ก่อนกลั่นกรองออกมาเป็นคำแนะนำและกลยุทธ์ที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจปรับพอร์ตได้อย่างแม่นยำ ทันจังหวะ และสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว เพื่อสร้างและปกป้องความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืนในโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา              

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน