MINT โชว์กำไรปี 2568 โต 16% ลุยโมเดล “Asset-Light” ลดหนี้-ปั๊มกำไร

0
25

จากผลกำไรไตรมาส 4 ปี 2568 ที่เพิ่มขึ้น 21%  ส่งผลให้ทั้งปีกำไรเพิ่ม 16% อยู่ที่ 9,700 ล้านบาท  สะท้อนการบริหารเงินทุนเชิงรุกและประสิทธิภาพในการทำกำไร บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด (มหาชน) หรือ MINT จึงลุยยุทธศาสตร์ “Asset-Light” หรือการเน้นบริหารจัดการมากกว่าการเป็นเจ้าของสินทรัพย์เองอย่างต่อเนื่อง  คาดรายได้โต 6-8% และ กำไรสุทธิโต 15-20% ต่อปี (2567-2570)  พร้อมเผยแผนตั้งกอง REIT 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และนำ Minor Food เข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เพื่อลดหนี้และต้นทุนทางการเงิน

Minor Hotels รุก Branded Residences ธุรกิจกำไรสูง

นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT เปิดเผยว่า ธุรกิจโรงแรมไตรมาส 4 ปี 2568 มีกำไรเพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในยุโรป ประเทศไทย และมัลดีฟส์ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขายยูนิตในโครงการที่พักอาศัย

และไตรมาสที่ผ่านมา ได้ขยายธุรกิจด้วยการเปิดโรงแรมใหม่ในตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และโอเชียเนีย  พร้อมการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมมากกว่า 10 แห่งทั้งสหรัฐฯ ขยายธุรกิจเพิ่มในประเทศจีน ประเทศไทย อินเดีย  และออสเตรเลีย การเปิดตัวแบรนด์ Colbert Collection ในสหราชอาณาจักร และโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences) แบบสแตนด์อโลนแห่งแรกของ MINT ในตะวันออกกลาง

ธุรกิจ Branded Residences เป็นกลไกการเติบโตที่มีอัตรากำไรสูง ปัจจุบันประมาณ 20% ของโครงการในแผนการพัฒนา (Pipeline) ของโรงแรมมีองค์ประกอบของที่พักอาศัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุนและสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่มีความสม่ำเสมอในระยะยาว

นอกจากนี้ได้มีการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมและสัญญา Master Agreement สำหรับการขยายโรงแรมในหลายโครงการควบคู่กับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ Branded Residences  ซึ่งคาดว่ายอดขายจากโครงการ Kiara Reserve Phuket มูลค่า 3 พันล้านบาท อยู่ในระดับมากกว่า 50%  และมีกำหนดส่งมอบครบในปี 2569 ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติมให้กับบริษัท

“การเติบโตตามแผนอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำการเปลี่ยนผ่านของ MINT สู่โครงสร้างรายได้แบบ Asset-Light และ Fee-based มากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากเงินลงทุน พร้อมลดความเสี่ยงจากการลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก”

Minor Food ขยายเชิงรุกปักธง 4,150 สาขา

นายดิลลิป กล่าวว่า กำไรในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาจากการปรับปรุงผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในประเทศออสเตรเลียและจีน หลังการดำเนินกลยุทธ์ด้านแบรนด์และการบริหารจัดการร้านอย่างตรงจุด  โดยปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 19%  แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์และ Asset-Light

ด้วยจุดเด่นสำคัญ ดังนี้

-การพัฒนานวัตกรรมสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ GAGA, Burger King และ Bonchon ช่วยสนับสนุนจำนวนลูกค้าและยอดขายสาขาเดิม

– เปิดตัวบุฟเฟต์เพื่อสุขภาพและสลัดบาร์รูปแบบขยายของ Sizzler Thailand ในกรุงเทพฯ มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมียมตลอดทั้งวัน

-การเปิดร้านใหม่สุทธิ 32 สาขาในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยส่วนใหญ่มาจากแฟรนไชส์ Bonchon, GAGA และ Dairy Queen ในประเทศไทย รวมถึงการเปิดร้าน GAGA และ Dairy Queen ในประเทศอินโดนีเซีย

-การนำแบรนด์ Poulet เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจในภูมิภาค

“เราตั้งเป้าเพิ่มร้านอาหารในเครือเป็น 4,150 สาขา โดยเน้นการเติบโตผ่านระบบแฟรนไชส์  ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความแข็งแกร่งของแบรนด์โมเดลธุรกิจ ที่ให้ผลตอบแทนดีน่าสนใจ และระบบการดำเนินงานที่พิสูจน์แล้ว โดยอินโดนีเซีย
เริ่มก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตระดับภูมิภาค  ล่าสุดเริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศอินเดีย ภายใต้แบรนด์ Sanook Kitchen และ Scoop Wonder”

เตรียมตั้งกอง REIT และ IPO ขยายธุรกิจ

การลดระดับหนี้ควบคู่กับการเติบโตของผลกำไร ช่วยให้อันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง โดย ณ สิ้นปี 2568 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 0.86 เท่า จาก 0.90 เท่า ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 4.60 เท่า จาก 4.66 เท่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 สะท้อนถึงการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัยและการบริหารงบดุลอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสัญญาณที่ดีต่อความมั่นคงทางการเงิน   และแผนการขยายธุรกิจระดับโลกผ่านการตั้งกอง REIT และการทำ IPO เพื่อ ปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Monetization) และลดภาระหนี้ตามเป้าหมายปี 2570

นายดิลลิป กล่าวว่า MINT เลือกที่จะจดทะเบียนในสิงคโปร์เนื่องจากเป็นศูนย์กลาง REIT ระดับโลกที่มีสภาพคล่องสูงและนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจกลุ่มโรงแรมมากกว่า  มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือราว 3.2-3.5 หมื่นล้านบาท  โดยคัดเลือกโรงแรมคุณภาพสูง  14 แห่ง แบ่งเป็นโรงแรมในยุโรป 12 แห่ง และในไทย 2 แห่ง (ภายใต้แบรนด์ Anantara, Avani, NH, NH Collection และ Tivoli)  โดยคาดว่าจะดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลัง 2569  

ทั้งนี้อัตราผลตอบแทน (Yield) ของ REIT สิงคโปร์คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนเงินทุนปัจจุบันของ MINT ที่ 8-9% ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และช่วยให้กำไรต่อหุ้นเติบโตได้ดีขึ้น  และเงินจากการขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT จะช่วยให้อัตราส่วน Net Debt to Equity ลดลงสู่กรอบ 0.75-0.85 เท่า ตามเป้าหมายปี 2570 อีกด้วย

สำหรับแผนการนำ Minor Food เข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX)  เพื่อเข้าถึงฐานนักลงทุนที่กว้างขึ้นและได้รับมูลค่าหุ้นที่สูงขึ้น  และเพื่อนำเงินระดมทุนไปชำระหนี้ และขยายสาขาในตลาดศักยภาพสูงอย่าง จีนและอินเดีย  ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 และคาดว่าจะรยื่นจดทะเบียนภายในสิ้นปี 

“ผลการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่มีความหลากหลายของ MINT และความสามารถของเราในการแปลงโมเมนตัมของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น เราก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความชัดเจนของการเติบโต ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และแรงส่งที่เร่งตัวของกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light” นายดิลลิป กล่าวสรุป