ทริสเรทติ้ง ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2569 จาก 1.7% เป็น 2.1% แนวโน้มดีแต่ยังมีความไม่แน่นอนหลายด้าน

0
65

ทริสเรทติ้งปรับประมาณการการเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิม 1.7% ตามแรงส่งทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่สูงกว่าคาดซึ่งทำให้ GDP ทั้งปีขยายตัว 2.4%  แม้จะปรับประมาณการขึ้น แต่ทริสเรทติ้งยังคงมองว่า GDP ไทยในปีนี้จะเติบโตชะลอลงจาก 2.4% ในปีที่ผ่านมา  สะท้อนถึงการบริโภคภาคเอกชนที่ยังอ่อนแอ การใช้จ่ายภาครัฐทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนที่ล่าช้า จากการอนุมัติงบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มล่าช้า รวมถึงแนวโน้มการส่งออกที่อาจชะลอลงจากฐานที่สูงและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจได้รับการสนับสนุนจากแรงส่งสำคัญ 3 ประการ คือ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นจาก 33 ล้านคนในปี 2568 เป็น 35 ล้านคนในปี 2569 จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและนักท่องเที่ยวระยะไกล ประการที่สอง การลงทุนภาคเอกชนที่ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล ประการสุดท้าย นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอลงและเงินเฟ้อที่ต่ำ

โดยทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1.00% จนถึงสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สอดคล้องกับการสื่อสารของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

ราคาน้ำมันลดกดดันเงินเฟ้อใกล้ 0%

ทริสเรทติ้งคาดว่าราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ในช่วง 60–70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและการผลิตน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากทั้งกลุ่ม OPEC+ และประเทศผู้ผลิตอื่น ๆ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยจึงมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำที่ 0.0%–0.5% ในปี 2569 สำหรับปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ -0.13% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.83%

คาดดอกเบี้ยนโยบายคงที่ 1% – เงินบาทแข็งค่า

หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25bp มาอยู่ที่ 1.00% ในเดือนกุมภาพันธ์เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เปลี่ยนแปลง จนถึงสิ้นปี 2569 สอดคล้องกับการสื่อสารของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

ขณะเดียวกัน เงินบาทคาดว่าจะปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่เฉลี่ย 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 จาก 32.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568 โดยแรงหนุนหลักมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากตลาดได้เพิ่มความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอ่อนแอ-หนี้ครัวเรือนสูง กดดันการบริโภคภาคเอกชน

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงเหลือ 51.9 ในเดือนธันวาคม 2568 จาก 53.2 ในเดือนก่อนหน้า หลังการยุบสภา ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงของการฟื้นตัวหลังโควิดค่อนข้างมาก

ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงยังเพิ่มภาระการชำระหนี้และกดดันการบริโภคภาคเอกชนต่อเนื่อง แม้จะปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของ ธปท. แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 86.8% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

เบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐอาจล่าช้า

การเมืองของไทยยังคงมีความไม่แน่นอน แม้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะทำให้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงข้างมากในเบื้องต้น แต่ยังต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองผลภายในกรอบเวลา 60 วัน หรือภายในต้นเดือนเมษายน

หากจัดตั้งรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยได้ภายในเดือนมิถุนายน การอนุมัติงบประมาณปี 2570 มีความเป็นไปได้ที่อาจเกิดความล่าช้าราว 2–3 เดือน โดยระยะเวลาที่ยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ อาจเกิดผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้จากข้อมูลในอดีต การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มผันผวนในช่วงปีเลือกตั้ง เช่น หลังการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566 ที่การอนุมัติงบประมาณมีความล่าช้า ส่งผลให้การอุปโภคและการลงทุนภาครัฐหดตัว อย่างไรก็ดี การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและฐานที่ต่ำช่วยให้ตัวเลขดังกล่าวฟื้นตัวในปีถัดมา

นโยบายการค้าสหรัฐฯไม่แน่นอน-แนวโน้มส่งออกชะลอ

ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 12.7% โดยมีแรงหนุนหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ อย่างไรก็ตามการส่งออกในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลง จากอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และฐานที่สูงจากการเร่งส่งออกในปีก่อนหน้า

นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่าการเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยประธานาธิบดีได้ใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 2517 ในการประกาศเก็บภาษีทั่วโลกสูงสุด 15% เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่กระทบต่อภาษี 25% ที่บังคับใช้กับรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็ก และอะลูมิเนียม ภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมาย Trade Expansion Act ที่บังคับใช้ไปก่อนหน้านี้

ส่งออกภาคบริการมีโอกาสฟื้นตัว

ทริสเรทติ้งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคนในปี 2569 จาก 33 ล้านคนในปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวระยะไกล ทั้งนี้ ไทยมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการที่นักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากญี่ปุ่นเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนสะสมสูงสุดที่ 0.77 ล้านคน ตามด้วยมาเลเซีย (0.46 ล้านคน) รัสเซีย (0.40 ล้านคน) อินเดีย (0.33 ล้านคน) และเกาหลีใต้ (0.25 ล้านคน)

การลงทุนภาคเอกชน-นโยบายการเงินผ่อนคลาย แรงหนุนเศรษฐกิจโต

ในไตรมาส 4 ปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยแรงหนุนหลักมาจากการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นการลงทุนก็ดีขึ้นต่อเนื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่คาดการณ์สำหรับ 3 เดือนข้างหน้าปรับขึ้นเป็น 54.4 ในเดือนธันวาคม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยทั้งปี 2568 การอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มขึ้นถึง 73%  และแรงส่งนี้ยังคงต่อเนื่องมาในปี 2569 โดยในเดือนมกราคม Google Cloud เปิดตัว Cloud Region ใหม่ในกรุงเทพฯ พร้อมแผนลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย และในเดือนกุมภาพันธ์ ASML ผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลกได้เข้าพบสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อผลักดันบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำ

การผ่อนคลายนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลักช่วยหนุนอุปสงค์ต่างประเทศ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ เดือนมกราคม 2569 ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.50%-3.75% สหราชอาณาจักรอยู่ที่ 3.75% และ สหภาพยุโรปอยู่ที่ 2.15% ทั้งนี้ การประชุม FOMC เดือนธันวาคม 2568 Fed ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2569–2570 โดยสำหรับประเทศไทย ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ในระดับต่ำที่ 1.00% จนถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอลงและเงินเฟ้อที่ต่ำ